เกี่ยวกับเรา

มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน

จดทะเบียนจัดตั้งกับคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เลขอนุญาตที่ ต.๑๘๘/๒๕๔๕ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2545 และจดทะเบียนจัดตั้งกับกระทรวงมหาดไทยเลขทะเบียนมูลนิธิ กท๑๑๖๖ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2545 เป็นองค์กรเอกชนสาธารณกุศลด้านส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย

วัตถุประสงค์

1.ส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสให้มีการศึกษาและได้รับการอบรมพัฒนาปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม
2. ส่งเสริมกิจกรรมการพัฒนาเด็กและเยาวชนโดยอาศัยชุมชนส่วนร่วมด้วยการอนุรักษ์และประยุกต์ใช้อย่างสอดคล้องกับวิถีชีวิตพื้นบ้านและภูมิปัญญาไทย
3. ส่งเสริมให้เกิดการกระจายด้านการศึกษาและลดช่องว่างความแตกต่างระหว่างเมืองและชนบท
4. ส่งเสริมงานวัฒนธรรม
5. ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆเพื่อสาธารณประโยชน์
6. ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด
7. สนับสนุน ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและองค์กรภาคประชาสังคมในการสร้างและส่งเสริมกลไกการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและการเข้าถึงบริการของรัฐ

รายชื่อคณะกรรมการ ชุดปัจจุบัน

1. นายธีร์ภัทร สูตะบุตร ประธานกรรมการ
2. นายเสกสรร จันทรา รองประธานกรรมการ
3. นายเอกวิภาช ภัทรลาภ กรรมการ
4. นายสิทธิโชค เข็มทอง กรรมการ
5. น.ส.นภัสนันท์ พันพึ่ง กรรมการ
6. น.ส.รวงทอง จันดา กรรมการและเหรัญญิก
7. นายวิทิต เติมผลบุญ กรรมการและเลขานุการ

กว่าจะถึงวันนี้ … ค้นหาจึงค้นพบ

เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มจิตอาสาที่สนใจประเด็นด้านการศึกษา ยังไม่ก่อตัวจัดตั้งเป็นมูลนิธิฯ พวกเรารวมตัวกันไปทำกิจกรรม อาทิ สร้างอาคารเรียน จัดกิจกรรมวันเด็ก มอบสิ่งของเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์และวัสดุเครื่องเขียน เป็นต้น

เมื่อผ่านพ้นการทำงานในลักษณะกลุ่มคนจิตอาสา ช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก คณะทำงานได้กลับมาตั้งคำถามกับบทบาทการทำงานของตนเอง ซึ่งผลจากการทบทวนตนเองได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางความคิดพบว่า สิ่งที่ทำอยู่เป็นเพียงการส่งเสริมและพัฒนาด้านเน้นวัตถุกับปัจจัยภายนอกเท่านั้น ซึ่งสิ่งก่อสร้างต่างๆ หรือสิ่งของที่มอบให้นั้นไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของชุมชนและไม่ได้ทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นตามความปรารถนาของชุมชน รวมถึงคณะทำงานด้วย

การตกผลึกทางความคิดเกิดขึ้นเพราะการนำพาตนเองเข้าไปอยู่กับความจน ไปใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย มี 14 จังหวัด 33 หมู่บ้านที่ถูกระบุว่า “ยากจนที่สุดในประเทศ” เพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใดหมู่บ้านเหล่านั้นจึงถูกระบุว่าเป็นหมู่บ้านที่ยากจน ซึ่งคณะทำงานมูลนิธิฯ นั้นมีความเชื่อว่า ในความจนมีความงดงาม

รัฐจัดลำดับความจน-รวยด้วยตัวเลขเชิงเศรษฐกิจ หมู่บ้านที่ถูกระบุว่าจนเพราะมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์กำหนดจึงตีตรา ‘ความจน’ เอาไว้ แต่เมื่อคณะทำงานมูลนิธิฯ ได้ลงไปสำรวจความจริงก็พบว่า หมู่บ้านที่เขาไม่ใช้เงินเพราะเขาพึ่งพาตนเองได้ เขาไม่จำเป็นต้องใช้เงิน เขามีอาหารที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อ เงินจึงไม่ใช่ปัจจัยในชีวิต อีกทั้งพวกเขายังร่ำรวยทรัพยากรและมีรากวัฒนธรรมงดงาม

เมื่อได้ตระหนักรู้ถึงการศึกษาที่แท้ที่เหมาะสมกับบริบทชุมชนจริงๆ ต่อมาจึงได้รวมกันก่อตั้งและจดทะเบียน“มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน” โดยมีเป้าหมายให้การศึกษาอยู่บนพื้นฐานที่มีชุมชนเป็นหลัก การจัดการศึกษาที่ไม่เข้าไปทำลายวัฒนธรรมชุมชน และบริบทของชุมชนที่มีอยู่แล้ว แต่การศึกษาจะเข้าไปเสริมสร้างสิ่งที่ชุมชนมีอยู่ให้เข้มแข็งได้อย่างไร นั่นจึงเป็นโจทย์สำคัญในการออกแบบการทำงานของมูลนิธิฯ ในระยะต่อมา

ก่อร่างสร้างฐาน
(ผลงานที่ผ่านมา2545-2547)

จากการสำรวจฐานข้อมูลและความต้องการของชุมชน ที่ถูกระบุว่ายากจนเหล่านั้น พบว่า หลายๆ พื้นที่ยังมีความต้องการพัฒนาอาคารสถานที่และสาธารณูปโภค ในขณะเดียวกันก็ทำการพัฒนาแนวทางการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนควบคู่ไปพร้อมกันด้วย
ดังนั้น งานของมูลนิธิ CYF ในระยะแรก จะเป็นงานก่อสร้างอาคารสถานที่โดยส่วนใหญ่ เช่น บ้านพักนักเรียน อาคารศูนย์เด็กเล็ก ห้องน้ำ สนามเด็กเล่น ส่งเสริมการทำเกษตรของนักเรียนบ้านไกล ฯลฯ

กิจกรรมต่างๆ จะเป็นไปเพื่อสนองตอบความต้องการของชุมชนมิใช่ความต้องการของผู้บริจาคเพียงอย่างเดียว ซึ่งในระยนี้มูลนิธิฯ มีพื้นที่ทำงาน ได้แก่ บ้านอาไฮ้ ต.เทิดไท อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย, บ้านน้ำแคะใน – บ้านน้ำจูน – บ้านหนองน่าน อ.บ่อเกลือ จ.น่าน, โครงการเด็กบ้านไกลและเกษตรแผนใหม่ โรงเรียนท่าสองยาง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโรงเรียนบ้านดงคา อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์, สร้างโรงเรียนทิโบออง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี, สร้างโรงเรียนสำนักแม่ชีไทยญาณ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

ศูนย์วัฒนธรรมชุมชน
(ผลงานที่ผ่านมา 2547 – 2551)

ปี พ.ศ. 2550 มูลนิธิฯ ยังได้ร่วมกับ อบต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี (เป็นพื้นที่การทำงานหลักมาตั้งแต่ปี 2547) ก่อสร้าง “ศูนย์วัฒนธรรม อบต.ไล่โว่ เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษามหาราชา” หรือ ”ศูนย์วัฒนธรรมหมู่บ้านชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ต.ไล่โว่”โดย อบต.ไล่โว่ จัดหางบประมาณและจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง ส่วนบทบาทมูลนิธิฯ เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างและจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

มูลนิธิฯ มีความศรัทธาในความเชื่อของตนเองว่า การศึกษาของชุมชนควรใช้วัฒนธรรมชุมชนเป็นแกน แล้วทำอย่างไรที่ให้คนในชุมชนและบุคคลภายนอกเข้าใจวัฒนธรรมชุมชนแต่ละพื้นที่ได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นหัวใจสำคัญในการหล่อหลอมความเป็นชุมชนให้ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และในขณะเดียวกันก็นำวัฒนธรรมชุมชนเป็นแกนหลักจัดการเรียนรู้ให้แก่เยาวชนได้ตระหนักถึงความสำคัญและภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเองด้วย

ช่วงเกิดเหตุการณ์สึนามิ (26 ธันวาคม 2546) ได้ส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและชีวิตของประชาชนในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้ เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนในแนวทางการทำงานมูลนิธิฯ อีกครั้งโดยเฉพาะประเด็นงานด้านวัฒนธรรมชุมชน

มูลนิธิฯ ได้เข้าไปมีบทบาททำงานร่วมกับหน่วยงานภาคี อาทิ มูลนิธิชุมชนไท, เครือข่ายผู้ประสบภัย สึนามิ 6 จังหวัด, เครือข่ายบ้านน้ำเค็ม จ.พังงา, เครือข่ายฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนเกาะลันตา จ.กระบี่ เป็นต้นซึ่งทุกฝ่ายต่างตระหนักและให้สำคัญต่องานวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการเยียวยาสภาวะจิตใจและเชื่อมร้อยจิตใจของผู้คนในชุมชนประสบภัยเข้ามาร่วมกันพัฒนาฟื้นฟูงานด้านต่างๆ ของหมู่บ้าน

มูลนิธิฯ ทำหน้าที่รับผิดชอบในการก่อสร้างศูนย์วัฒนธรรมชุมชนและการจัดแสดงภายในอาคารศูนย์วัฒนธรรมชุมชน รวม 6 แห่ง ได้แก่พิพิธภัณฑ์ชาวเกาะลันตา, หอชาติพันธุ์ชาวเลอุรักลาโว้ย บ้านสังกะอู้ ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่, บ้านวัฒนธรรมมอแกนบ้านทับตะวัน อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา, พิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านหน้านอก เกาะทรายดำ จ.ระนอง, พิพิธภัณฑ์ชาวเล หมู่บ้านมอแกน บ้านทุ่งหว้า ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา, พิพิธภัณฑ์สึนามิ และศูนย์วัฒนธรรมบ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

“เด็กบ้านไกล” สู่โอกาสทางการศึกษา
(ผลงานที่ผ่านมา 2548 – 2556)

จากการสำรวจข้อมูล พบปัญหาการศึกษาของเด็กๆ ใน ต.ไล่โว่ เป็นปัญหาหลัก รองลงมาจากปัญหาด้านสาธารณสุข เด็กๆ ที่จบ ป.6 น้อยคนนักจะมีโอกาสได้เรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย
ต่อมาเมื่อปี 2548 ทีมงานมูลนิธิฯ และผู้บริหาร สำนักงานองค์การส่วนตำบลไล่โว่ ร่วมปราชญ์ชุมชน และผู้นำชุมชน เริ่มปรึกษาหารือพูดคุยกันถึงแนวทางแก้ปัญหาการศึกษาของลูกหลานโจทย์ในวันนั้น … คือ ทำอย่างไร? ให้ลูกหลานได้เข้าถึงการศึกษา และได้เรียนหนังสือต่อในระดับมัธยมศึกษา
…ความมุ่งหวังเพียงขอให้เด็กๆ ได้เรียนต่อจนจบ ม.3 ก็นับว่าดี หรือหากเขาสามารถไปต่อในระดับที่สูงได้ ก็ควรส่งต่อสนับสนุนให้ไปถึงที่สุดตามศักยภาพของเขาเอง

ปี 2549 โครงการเด็กบ้านไกลก็เริ่มก่อเกิดขึ้น มี อบต.ไล่โว่ เป็นเจ้าภาพ รับเด็กๆ จากบ้านป่ามาอยู่อาศัยรวมกัน โดย สนง.อบต. ได้กลายเป็นบ้านหลังที่สองของเด็กๆ ไล่โว่ ซึ่ง อบต.ไล่โว่ ดำเนินการจัดหาที่พัก อาหาร และรถรับส่ง

ส่วนมูลนิธิฯ เป็นหน่วยหนุนเสริมร่วมกับกัลยาณมิตรหลายหน่วยงาน ระดมกำลังมาสร้างบ้านพักเด็กชาย-หญิง จัดหาห้องน้ำ โรงครัว หรือแม้แต่อาหาร เครื่องใช้จำเป็นมาสมทบร่วมกับ อบต.ไล่โว่ ทั้งนี้เนื่องจาก อบต.ไล่โว่ ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐน้อยที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี และอาจกล่าวได้ว่า เป็น อบต.ที่มีงบประมาณน้อยติดอันดับท้ายๆ ของประเทศนี้

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 12 ได้ให้การรับรองสิทธิในการจัดการศึกษาแก่ภาคสังคมและประชาชน โดยกำหนดว่านอกเหนือจากรัฐ เอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัวองค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งต่อมาได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชน และองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ. 2555 กำหนดให้องค์กรชุมชน และองค์กรเอกชนมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนและให้สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎกระทรวงดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ศูนย์การเรียน” นั่นจึงกลายเป็นทางออกในการแก้ปัญหาโครงการเด็กบ้านไกล ต้นเดือนมีนาคม 2557

คืนการศึกษาให้ชุมชน
(ผลงาน 2557 – ปัจจุบัน)

“เด็กและเยาวชน คือ อนาคตของชาติ” วลีนี้คงความหมายลึกซึ้งไม่เสื่อมคลาย ถ้าการศึกษาเป็นช่องทางที่จะนำพาให้เด็กและเยาวชนไปสู่การเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของชาติ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพด้วย

การศึกษาที่มีคุณภาพสามารถพัฒนาขึ้นได้และเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย ทุกคนต้องลงมือทำร่วมกันโดยเฉพาะควรให้ชุมชนและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา ให้มีหลักสูตรและรูปแบบวิธีจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนและท้องถิ่นนั้นๆ โดยมีหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบด้านการศึกษาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง หนุนเสริมให้เกิดความเข้มแข็ง สนับสนุนให้เขามีทักษะความชำนาญสามารถบูรณาการระหว่างหลักสูตรชุมชนกับหลักสูตรการศึกษาของชาติให้ก้าวเดินไปด้วยกันได้ ซึ่งนั่นจะนำไปสู่ความก้าวหน้าในการจัดการศึกษาของชาติให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในมาตรา 12ให้การรับรองสิทธิในการจัดการศึกษาแก่ภาคสังคมและประชาชน ซึ่งต่อมากระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิองค์กรชุมชน และองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ.2555 เพื่อให้องค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนซึ่งมีความประสงค์และมีความพร้อม เข้ามาช่วยเหลือรัฐในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยรัฐจะส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาอันจะทำให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับการศึกษาในรูปแบบอื่น

มูลนิธิฯ มีเป้าหมายสร้างรูปธรรมการศึกษาทางเลือกที่เป็นการจัดการศึกษาโดยองค์กรชุมชน จึงได้ร่วมกับชาวบ้านห้วยพ่าน ต.เปือ อ.เชียงกลาง จ.น่าน และชาวบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จัดตั้งศูนย์การเรียนชุมชนตามกฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้น เพื่อจัดการศึกษาให้กับลูกหลานของตนเอง โดยยื่นจดทะเบียน “ศูนย์การเรียน” กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่

“ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน” หมู่ 13 ต.เปือ อ.เชียงกลาง จ.น่านเป็นศูนย์การเรียนชุมชนแห่งแรกของประเทศไทย ที่ได้รับความเห็นชอบอนุญาตจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดน่าน เขต 2 (สพป.น่าน เขต 2) เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ให้เปิดทำการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา

ส่วน “ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร)” บ้านสะเนพ่อง หมู่ 1 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรีเป็นองค์กรชุมชนแห่งแรกของประเทศไทยเช่นกันได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จากสำนักงานมัธยมศึกษา เขต 8 (สพม.เขต 8) ให้เปิดทำการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

นายสมบูรณ์ ใจปิง ผู้ใหญ่บ้านห้วยพ่าน เล่าถึงการศึกษาที่ชุมชนต้องการว่า “อยากให้มีโรงเรียนในหมู่บ้าน อยากให้ลูกหลานกลับมาเรียนรวมกันที่บ้าน โรงเรียนของเรา เด็กๆ ของเราไม่ต้องเป็นเลิศทางวิชาการหรอก อ่านออก เขียนได้ รู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ รู้จักใช้ชีวิตให้เป็น รู้จักความเหมาะสมพอเหมาะพอดี ไม่เอาเปรียบไม่เบียดเบียนใคร มีจิตสาธารณะรู้จักช่วยเหลือสังคมและผู้อื่น นั่นคือการศึกษาที่หมู่บ้านเราต้องการ”

ด้วยสภาพพื้นที่ที่มีเส้นทางคมนาคมยากลำบากโรงเรียนของรัฐอยู่ห่างไกล ดังนั้นการมีโรงเรียนในหมู่บ้าน จึงเป็นการตอบโจทย์วิถีชีวิตชุมชน ดังนั้นภารกิจหลักของมูลนิธิฯ จึงมุ่งเน้นส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยองค์กรชุมชน พัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับบริบทชุมชน โดยมูลนิธิฯ มีแผนงานดำเนินการดังนี้

1. ด้านบุคลากรครู : พัฒนาและฝึกอบรมทักษะครูชุมชนให้เป็นครูมืออาชีพที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณครู
2. ด้านการบริหารจัดการภายในสถานศึกษา : ออกแบบวิธีการบริหารและการจัดการภายในศูนย์การเรียนชุมชนให้มีระบบและบริหารจัดการภายในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. งานก่อสร้าง อาทิ โรงอาหาร บ้านพักครู บ้านพักนักเรียน อาคารเรียนศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการจัดหาสื่อการเรียนการสอนที่จำเป็น เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องดนตรี ระบบไฟฟ้าโซลาเซลล์ เครื่องครัว เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ฯลฯ เพื่อให้สถานศึกษาของคนบ้านป่าแห่งนี้ สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพทัดเทียมกับสถานศึกษาที่บริหารจัดการโดยรัฐและเอกชน
4. ด้านสนับสนุนอาหารกลางวันนักเรียน : ทั้งนี้เนื่องจากศูนย์การเรียนชุมชนเป็นสถานศึกษาขนาดเล็กที่ขาดแคลนงบประมาณการสนับสนุนค่าอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนและครูจึงจำเป็นได้รับการดูแล
5. การขยายประสบการณ์จากศูนย์การเรียน 2 แห่ง เพื่อส่งเสริมให้องค์กรชุมชนอื่นๆ ที่มีความพร้อมมีความประสงค์จัดตั้งและสามารถดำเนินงานในศูนย์การเรียนชุมชนให้มีคุณภาพและเข้มแข็งได้ต่อไป