เรื่องราวของ CYF

มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ก่อตั้งเมื่อ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เลขทะเบียนมูลนิธิ ต.188/2545 และกระทรวงมหาดไทย เลขทะเบียนมูลนิธิ กท 1166 จดทะเบียนเป็นองค์กรเอกชนสาธารณกุศลด้านส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย ได้รับการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 119 ตอนที่ 86 ง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2545

ค้นหาจึงค้นพบ –CYF

(ประวัติการก่อตั้งมูลนิธิ 2543–2545)

เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของกลุ่มจิตอาสาที่สนใจประเด็นด้านการศึกษา ยังไม่ก่อตัวจัดตั้งเป็นมูลนิธิฯ พวกเรารวมตัวกันไปทำกิจกรรม อาทิ สร้างอาคารเรียน จัดกิจกรรมวันเด็ก มอบสิ่งของเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์และวัสดุเครื่องเขียน เป็นต้น

วันหนึ่ง คณะทำงานได้กลับไปเยี่ยมหมู่บ้านที่ตนได้เคยไปสร้างอาคารเรียนให้ แต่กลับพบว่าบางหมู่บ้านได้ล่มสลายไป หรือไม่บางหมู่บ้านก็เหลือแต่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ คนรุ่นใหม่ย้ายออกไปใช้ชีวิตทำงานหาเงินนอกหมู่บ้าน คณะทำงานจึงมาตั้งคำถามกับบทบาทการทำงานของตนเอง ซึ่งผลจากการทบทวนตนเองได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางความคิดพบว่า สิ่งที่ทำอยู่เป็นเพียงการส่งเสริมและพัฒนาที่เน้นด้านวัตถุปัจจัยภายนอกเท่านั้น ซึ่งสิ่งก่อสร้างต่างๆ หรือสิ่งของที่มอบให้นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ชุมชนดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน และไม่ได้พัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้นตามความปรารถนาของชุมชนจริงๆ

คณะทำงานเกิดคำถามและได้พยายามหาคำตอบว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ชุมชนสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยนำพาตนเองเข้าไปอยู่กับความจน ไปใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย มี 14 จังหวัด 33 หมู่บ้านที่ถูกระบุว่า “ยากจนที่สุดในประเทศ” เพื่อให้เข้าใจว่าหมู่บ้านที่เขาว่ายากจนที่สุดนั้นเขาอยู่กันอย่างไร? เหตุใดหมู่บ้านเหล่านั้นจึงถูกระบุว่าเป็นหมู่บ้านที่ยากจน? และในความยากจนนั้นอะไรทำให้เขายังมีคงความเป็นชุมชนอยู่ได้ ซึ่งคณะทำงานมูลนิธิฯ นั้นมีความเชื่อว่า ในความจนมีความงดงาม

รัฐจัดลำดับความจน-รวยด้วยตัวเลขเชิงเศรษฐกิจ หมู่บ้านที่ถูกระบุว่าจนเพราะมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์กำหนดจึงตีตรา ‘ความจน’ เอาไว้ แต่เมื่อคณะทำงานได้ลงไปสำรวจความจริงก็พบว่า หมู่บ้านที่เขาไม่ใช้เงินเพราะเขาพึ่งพาตนเองได้ เขาไม่จำเป็นต้องใช้เงิน เขามีอาหารที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อ เงินจึงไม่ใช่ปัจจัยในชีวิต อีกทั้งพวกเขายังร่ำรวยทรัพยากรและมีรากวัฒนธรรมงดงาม

เมื่อได้ตระหนักรู้แล้วว่า รากฐานทางวัฒนธรรมคือสิ่งที่ยึดเหนียวให้ชุมชนเกิดความมั่นคงและยั่งยืน ดังนั้น การศึกษาที่เหมาะสมกับชุมชนจริงๆ คือการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทชุมชน ต่อมาจึงได้รวมกันก่อตั้งและจดทะเบียน“มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน” โดยมีเป้าหมายให้การศึกษาอยู่บนพื้นฐานที่มีชุมชนเป็นหลัก การจัดการศึกษาที่ไม่เข้าไปทำลายวัฒนธรรมชุมชน และบริบทของชุมชนที่มีอยู่แล้ว แต่การศึกษาจะเข้าไปเสริมสร้างสิ่งที่ชุมชนมีอยู่ให้เข้มแข็งได้อย่างไร นั่นจึงเป็นโจทย์สำคัญในการออกแบบการทำงานของ CYF ในระยะต่อมา

ก่อร่างสร้างฐาน

(ผลงานที่ผ่านมา2545-2547)

จากการสำรวจฐานข้อมูลและความต้องการของชุมชน ที่ถูกระบุว่ายากจน เมื่อปี 2545 พบว่า ชุมชนห่างไกลยังขาดการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ดังนั้น งานของ CYF ในระยะแรก จะเป็นงานก่อสร้างอาคารสถานที่โดยส่วนใหญ่ เช่น บ้านพักนักเรียน อาคารศูนย์เด็กเล็ก ห้องน้ำ สนามเด็กเล่น ส่งเสริมการทำเกษตรของนักเรียนบ้านไกล ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การลงไปสร้างอาคารต่างๆ ตามความต้องการของชุมชน CYF จะมีเงื่อนไขว่า ชาวชุมชนจะต้องเข้ามาร่วมกันก่อสร้างกับ CYF เพื่อสร้างกระบวนการให้ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจและรู้สึกเป็นเจ้าของอาคารที่สร้างขึ้นนี้จริงๆ ในการนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด และที่สำคัญคือชุมชนได้เรียนรู้วิธีการสร้างอาคารบ้านดิน วัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งสามารถนำความรู้นี้ไปต่อยอดสร้างอาคารบ้านดินได้ด้วยตนเองต่อไป

ในระยะนี้  CYF มีพื้นที่ทำงาน ได้แก่ บ้านอาไฮ้ ต.เทิดไท อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย, บ้านน้ำแคะใน – บ้านน้ำจูน – บ้านหนองน่าน อ.บ่อเกลือ จ.น่าน, โครงการเด็กบ้านไกลและเกษตรแผนใหม่ โรงเรียนท่าสองยาง อ.ท่าสองยาง  จ.ตาก, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโรงเรียนบ้านดงคา อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์, สร้างโรงเรียนทิโบออง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี, สร้างโรงเรียนสำนักแม่ชีไทยญาณ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

ศูนย์วัฒนธรรมชุมชน

(ผลงานที่ผ่านมา 2547 – 2551)

CYF ค้นพบว่าสิ่งที่ยึดเหนียวความเป็นชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน คือ “วัฒนธรรมชุมชน” แล้วจึงเกิดคำถามต่อมาว่า แล้วจะทำอย่างไรให้คนในชุมชนและคนนอกชุมชนตระเห็นคุณค่าและความสำคัญของวัฒนธรรมชุมชน   ปี พ.ศ. 2550 CYF ได้ร่วมกับ อบต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี (เป็นพื้นที่การทำงานหลักมาตั้งแต่ปี 2547) ก่อสร้าง “ศูนย์วัฒนธรรม อบต.ไล่โว่ เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษามหาราชา” หรือ ”ศูนย์วัฒนธรรมหมู่บ้านชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ต.ไล่โว่” โดย อบต.ไล่โว่ จัดหางบประมาณและจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง ส่วนบทบาท CYF เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างและจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2546 ได้ส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและชีวิตของประชาชนในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้ เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนในแนวทางการทำงาน CYF ในช่วงนั้น ที่มาสนใจประเด็นงานด้านวัฒนธรรมชุมชนโดยเฉพาะ

CYF ได้เข้าไปมีบทบาททำงานร่วมกับหน่วยงานภาคี อาทิ มูลนิธิชุมชนไท, เครือข่ายผู้ประสบภัย สึนามิ 6 จังหวัด, เครือข่ายบ้านน้ำเค็ม จ.พังงา, เครือข่ายฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนเกาะลันตา จ.กระบี่ เป็นต้น ซึ่งทุกฝ่ายต่างตระหนักและให้สำคัญต่องานวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการเยียวยาสภาวะจิตใจและเชื่อมร้อยจิตใจของผู้คนในชุมชนประสบภัยเข้ามาร่วมกันพัฒนาฟื้นฟูงานด้านต่างๆ ของหมู่บ้าน

CYF ทำหน้าที่รับผิดชอบในการก่อสร้างศูนย์วัฒนธรรมชุมชนและการจัดแสดงภายในอาคารศูนย์วัฒนธรรมชุมชน รวม 6 แห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ชาวเกาะลันตา, หอชาติพันธุ์ชาวเลอุรักลาโว้ย บ้านสังกะอู้ ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่, บ้านวัฒนธรรมมอแกนบ้านทับตะวัน อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา, พิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านหน้านอก เกาะทรายดำ จ.ระนอง, พิพิธภัณฑ์ชาวเล หมู่บ้านมอแกน บ้านทุ่งหว้า ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา, พิพิธภัณฑ์สึนามิ และศูนย์วัฒนธรรมบ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

“เด็กบ้านไกล” สู่โอกาสทางการศึกษา

(ผลงานที่ผ่านมา 2548 – 2556)

CYF เริ่มต้นงานพัฒนาคุณภาพการศึกษา จากการคลุกคลีทำงานกับชาวชุมชนตำบลไล่โว่ พบปัญหาการศึกษาของเด็กๆ ใน ต.ไล่โว่ เป็นปัญหาหลัก รองลงมาจากปัญหาด้านสาธารณสุข เด็กๆ ที่จบ ป.6 น้อยคนนักจะมีโอกาสได้เรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย

ในปี 2548 ทีมงาน CYF และผู้บริหาร สำนักงานองค์การส่วนตำบลไล่โว่ ร่วมปราชญ์ชุมชน และผู้นำชุมชน เริ่มปรึกษาหารือพูดคุยกันถึงแนวทางแก้ปัญหาการศึกษาของลูกหลาน โจทย์ในวันนั้นคือ ทำอย่างไรให้ลูกหลานได้เข้าถึงการศึกษา และได้เรียนหนังสือต่อในระดับมัธยมศึกษา

ปี 2549 โครงการเด็กบ้านไกลพึ่งพาตนเอง ก็เริ่มก่อเกิดขึ้น มี อบต.ไล่โว่ เป็นเจ้าภาพ รับเด็กๆ จาก  6 หมู่บ้านในตำบลไล่โว่มาอยู่อาศัยรวมกัน ที่สำนักงาน อบต.ไล่โว่ ซึ่งได้กลายเป็นบ้านหลังที่สองของเด็กๆ โดย อบต.ไล่โว่ ดำเนินการจัดหาที่พัก อาหาร และรถรับส่ง ส่วน CYF เป็นหน่วยหนุนเสริมร่วมกับกัลยาณมิตรหลายหน่วยงาน ระดมกำลังมาสร้างบ้านพักเด็กชาย-หญิง จัดหาห้องน้ำ โรงครัว อาหาร อุปกรณ์ทำครัว มาสมทบร่วมกับ อบต.ไล่โว่ ทั้งนี้เนื่องจาก อบต.ไล่โว่ ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐน้อยที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี และอาจกล่าวได้ว่า เป็น อบต.ที่มีงบประมาณน้อยติดอันดับท้ายๆ ของประเทศนี้

ในแต่ละปีมีเด็กๆ จากทั้ง 6 หมู่บ้านเข้าสู่โครงการเด็กบ้านไกลเพิ่มมากขึ้นทุกปี จนกระทั่งปี 2556 ได้มีการปรึกษาหารือร่วมกับภาคีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อระดมแนวทางแก้ปัญหาจำนวนเด็กนักเรียนที่เข้าสู่โครงการเด็กบ้านไกลมีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้โครงการเด็กบ้านไกลไม่สามารถรองรับได้ ทั้งที่พัก ห้องน้ำ อาหารและรถรับ-ส่ง

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 12 ได้ให้การรับรองสิทธิในการจัดการศึกษาแก่ภาคสังคมและประชาชน โดยกำหนดว่านอกเหนือจากรัฐ เอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งต่อมาได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชน และองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ. 2555 กำหนดให้องค์กรชุมชน และองค์กรเอกชนมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนและให้สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎกระทรวงดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ศูนย์การเรียน” นั่นจึงกลายเป็นทางออกในการแก้ปัญหาโครงการเด็กบ้านไกล ต้นเดือนมีนาคม 2557

คืนการศึกษาให้ชุมชน

(ผลงาน 2557 – ปัจจุบัน)

“เด็กและเยาวชน คือ อนาคตของชาติ” วลีนี้คงความหมายลึกซึ้งไม่เสื่อมคลาย ถ้าการศึกษาเป็นช่องทางที่จะนำพาให้เด็กและเยาวชนไปสู่การเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของชาติ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพด้วย

การเข้าถึงคุณภาพการศึกษาที่แท้จริง คือการคืนการศึกษาให้ชุมชนสามารถออกแบบได้อย่างเหมาะสมตามสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย ระบบนิเวศน์ชุมชน และประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน ไม่ใช่การเข้าถึงมาตรฐานการศึกษาส่วนกลางจากภาครัฐเพียงทางเดียว

การศึกษาที่มีคุณภาพสามารถพัฒนาขึ้นได้และเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย โดยเฉพาะให้ชุมชนและท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ให้มีหลักสูตรและรูปแบบวิธีจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนและท้องถิ่นนั้นๆ โดยมีหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบด้านการศึกษาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง หนุนเสริมให้เกิดความเข้มแข็ง สนับสนุนให้เขามีทักษะความชำนาญสามารถบูรณาการระหว่างหลักสูตรชุมชนกับหลักสูตรการศึกษาของชาติให้ก้าวเดินไปด้วยกันได้ ซึ่งนั่นจะนำไปสู่ความก้าวหน้าในการจัดการศึกษาของชาติให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ตามที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในมาตรา 12 ให้การรับรองสิทธิในการจัดการศึกษาแก่ภาคสังคมและประชาชน

CYF มีเป้าหมายสร้างรูปธรรมการศึกษาทางเลือกที่เป็นการจัดการศึกษาโดยองค์กรชุมชน จึงได้ร่วมกับชาวบ้านห้วยพ่าน ต.เปือ อ.เชียงกลาง จ.น่าน และชาวบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จัดตั้งศูนย์การเรียนชุมชนตามกฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้น เพื่อจัดการศึกษาให้กับลูกหลานของตนเอง โดยยื่นจดทะเบียน “ศูนย์การเรียน” กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่

ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน” หมู่ 13 ต.เปือ อ.เชียงกลาง จ.น่านเป็นศูนย์การเรียนชุมชนแห่งแรกของประเทศไทย ที่ได้รับความเห็นชอบอนุญาตจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดน่าน เขต 2 (สพป.น่าน เขต 2) เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ให้เปิดทำการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา

ส่วน “ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร)” บ้านสะเนพ่อง หมู่ 1 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรีเป็นองค์กรชุมชนแห่งแรกของประเทศไทยเช่นกันได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จากสำนักงานมัธยมศึกษา เขต 8 (สพม.เขต 8) ให้เปิดทำการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

ภารกิจหลักของ CYF ในช่วงนี้จึงมุ่งเน้นส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยองค์กรชุมชน พัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับบริบทชุมชน โดยมีแผนงานดำเนินการดังนี้ ด้านบุคลากรครู ด้านการบริหารจัดการภายในสถานศึกษา งานก่อสร้าง อาทิ โรงอาหาร บ้านพักครู บ้านพักนักเรียน อาคารเรียนศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการจัดหาสื่อการเรียนการสอนที่จำเป็น เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องดนตรี ระบบไฟฟ้าโซลาเซลล์ ฯลฯ รวมทั้งงบประมาณการสนับสนุนค่าอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนและครูจึงจำเป็นได้รับการดูแล

จากนั้น CYF จะขยายประสบการณ์จากศูนย์การเรียน 2 แห่ง เพื่อส่งเสริมให้องค์กรชุมชนอื่นๆ ที่มีความพร้อมมีความประสงค์จัดตั้งและสามารถดำเนินงานในศูนย์การเรียนชุมชนให้มีคุณภาพและเข้มแข็งได้ต่อไป

ในปี 2559 มูลนิธิฯ ได้รับคำเชิญของคุณสถาปนา ธรรมโมรา ปลัดเทศบาลตำบลเขาโจด ซึ่งเคยทำงานด้านการศึกษาร่วมกันมายาวนานกว่า 10 ปี ให้ร่วมประชุมกับชาวไกรเกรียง ที่อาศัยอยูาท้ายเขื่อนศรีสวสดิ์ จ.กาญจนบุรี เราทราบจากที่ประชุมว่า “ห้องเรียนสาขาบ้านไกรเกรียงที่ท้ายเขื่อนแห่งนี้จะถูกยุบไปรวมกับโรงเรียนในอำเภอที่ชื่อ บ้านน้ำพุ หมู่ 2 ต.เขาโจด เป็นโรงเรียนแม่ ระยะทางห่างกันรวม 31 ก.ม”

ภาพการร่ำไห้ของพ่อกับแม่เมื่อพูดถึงการศึกษาที่พรากลูกไปจากอกจึงมีให้เห็นอยู่เนืองๆสถาบันครอบครัวและชุมชนในพื้นที่ห่างไกลกำลังถูกสั่นคลอนด้วยการศึกษา เด็กเล็กออกไปเรียนหนังสือนอกหมู่บ้านตั้งแต่วัยอนุบาล ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวและชุมชน ทางเทศบาลตำบลเขาโจดจึงตั้งใจทำให้โรงเรียนยังอยู่สามารถเปิดทำการเรียนการสอนต่อได้ ด้วยการพยายามหางบประมาณดำเนินการเองในระยะยาว อย่างไรก็ตามในระยะสั้นนี้เทศบาลได้ร่วมกับมูลนิธิฯ ส่งครูอาสา 2 คนไปสอนที่ห้องเรียนแห่งนี้ ในภาคเรียนที่ 1 และในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษานี้ CYF ได้จัดทำแผนจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทชุมชนโดยจะส่งครูอาสา 3 คน

โดย CYF มีหน้าที่ประชุมวางแผนงานการจัดการศึกษาร่วมกับชาวชุมชนบ้านไกรเกรียง ครูอาสาและเทศบาลตำบลเขาโจด โดยติดตาม ส่งเสริม สนับสนุน สรุป และถอดบทเรียนการดำเนินงานของครูในพื้นที่ รวมทั้งดูแล ระดมทุน จัดสรรงบประมาณมาสนับสนุนค่าครองชีพให้กับครูอาสา ร่วมกับเทศบาลตำบลเขาโจด เนื่องจากการดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนของเทศบาลยังไม่เรียบร้อย ส่งผลให้ไม่สามารถมีงบประมาณเพียงพอมาสนับสนุนค่าครองชีพให้กับครูครบ 3 อัตรา

หลังจากนั้น ในปีการศึกษา 2560 CYF ได้ส่งต่อภารกิจการจัดการศึกษาให้แก่หน่วยงานตำรวจตระเวนชายแดน โดยเปิดศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านไกรเกรียง มีโรงเรียนในหมู่บ้านได้สำเร็จ ตามความต้องการของชุมชน

การจัดการศึกษาผ่านการเดินทาง

(ผลงาน 2560 – ปัจจุบัน)

การจัดการศึกษาโดยองค์กรชุมชนกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ  พร้อมกับนักเรียนรุ่นแรกของศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร) เมื่อนักเรียนรุ่นแรกกำลังจะจบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กรรมการศูนย์การเรียนสะเนพ่องฯ และ CYF ได้ปรึกษาหารือกันว่า อนาคตของนักเรียนรุ่นแรกเมื่อออกไปเรียนต่อข้างนอกจะเป็นอย่างไร การจัดการศึกษาโดยองค์กรชุมชนในระยะเวลา 3 ปี เพียงพอหรือไม่ที่จะสร้างให้ผู้เรียนกลับมามีอาชีพอยู่ในชุมชนได้จริง ซึ่งชุมชนก็ได้คำตอบว่า ศูนย์การเรียนสะเนพ่องฯ จะเปิดขยายโอกาสทางการศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6

อย่างไรก็ตาม ศูนย์การเรียนสะเนพ่องฯ ก็ตระหนักดีว่าทางศูนย์ยังไม่มีความพร้อมเพียงพอในเรื่องบุคลากรและงบประมาณที่จะมารองรับการจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทาง CYF จึงเสนอขอรับหน้าที่จัดการศึกษาให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมปลาย โดยมีโจทย์จากชุมชนในการออกแบบการเรียนการสอน

“อยากเห็นลูกหลานมีอาชีพในหมู่บ้าน” เป็นโจทย์ที่ท้าทายการทำงานของ CYF เป็นอย่างมาก โดย CYF ได้เสนอชุมชนว่าจะจัดการเรียนการสอนในรูปแบบของการเดินทาง หรือที่เรียกว่า Field Trip Based Learning : FBL เพื่อต่อยอดการจัดการศึกษาในศูนย์ ที่เน้นใช้รากวัฒนธรรมประเพณีเป็นฐานในการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการ Project/Problem Based Learning : PBL ในระดับมัธยมตอนต้น และในระดับมัธยมตอนปลาย ผู้เรียนจะได้ออกเดินทางไปเรียนรู้ในชุมชนต่างๆ ของแต่ละภาคของประเทศไทย

ในปีการศึกษา 2560 มีนักเรียน ม.4 รุ่นแรก มีจำนาน 11 คน ในการเดินทางไปในแต่ละพื้นที่ ผู้เรียนจะมี 4 ภารกิจหลักในการเรียนรู้ ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์ชุมชน 2.การวิจัยชุมชน 3.การผลิตสื่อ 4.การเผยแพร่นาฏศิลป์กะเหรี่ยง โดยผู้เรียนไปเรียนรู้การทำผลิตภัณฑ์ชุมชน การนำทรัพยากรที่ีมีอยู่อย่างจำกัดในชุมชนมาสร้างและเพิ่มมูลค่าให้เกิดเป็นรายได้ของชุมชน โดยใช้กระบวนการทำวิจัย และการผลิตสื่อในการบันทึกเก็บข้อมูลของการเรียนรู้ อีกทั้งนำนาฏศิลป์กะเหรี่ยงไปเผยแพร่ ซึ่งทำให้ผู้เรียนรู้สึกภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตน

ขณะเดียวกัน ปี 2560 CYF ทำงานขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เรื่อง ศูนย์การเรียน กัยหน่วยงานของภาครัฐ โดยร่วมเป็นคณะกรรมการ การปฏิบัติการส่งเสริมสนับสนุนและติดตามการจัดการศึกษาทางเลือก ในการจัดทำฐานข้อมูลของศูนย์การเรียนทั่วประเทศไทย (ข้อมูลจากปี 2560 เกิดศูนย์การเรียนมากกว่า 40 ศูนย์การเรียนทั่วประเทศไทย) เพื่อแก้ไขปัญหารหัสสถานศึกษาของศูนย์การเรียนและงบอุดหนุนรายหัวของผู้เรียน ซึ่งยังไม่เคยได้รับจากภาครัฐ  สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียนยังคงขาดความเข้าใจที่ชัดเจนในสังคมวงกว้าง

ในปี 2561 CYF ยังคงทำงานต่อเนื่องกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และชุมชน ในส่วนการทำงานกับศูนย์การเรียนชุมชน CYF ยังคงเป็นที่ปรึกษา และจัดกระบวนการเรียนการสอนผ่านการเดินทาง ให้กับนักเรียน ม.4-5 ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณฯ และนักเรียน ม.1-2 ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน โดยภารกิจหลักในการเเดินทางเรียนรู้ครั้งนี้ คือ การเผยแพร่เรื่องสิทธิเด็กผ่านการแสดงละครเร่ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในศูนย์การเรียนต่างๆ ทั่วประเทศไทย

ในการเดินทาง ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ศาสตร์การแสดงละคร ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ภายในตัวเอง รู้จักตัวเองก่อน เพื่อสร้างจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก ถ่ายทอดเป็นตัวละครที่แสดงได้ ซึ่งสารที่ละครเร่ชุดนี้จะเดินทางไปถ่ายทอดคือประเด็นเรื่อง “สิทธิเด็ก” ให้กับเพื่อนนักเรียนในศูนย์การเรียนต่างๆ นอกจากนี้ ผู้เรียนจะได้ไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในศูนย์การเรียนต่างๆ โดยผู้เรียนได้รับโจทย์ให้เป็นผู้ออกแบบกิจกรรมที่จะทำร่วมกัน

ในการเดินไปเรียนรู้ศูนย์การเรียนต่างๆ ผู้เรียนจะได้เห็นความหลากหลายของกระบวนการจัดการศึกษาในศูนย์การเรียนต่างๆ ซึ่งนอกจากผู้เรียนจะได้เรียนรู้การจัดกระบวนการเรียนแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในแนวทางการศึกษาที่เกิดขึ้นนี้ให้ผู้เรียนและชุมชนอีกด้วย และที่สำคัญยังเป็นการสร้างเครือข่ายศูนย์การเรียน ซึ่งสามารถต่อยอดการทำงานในเรื่องศูนย์การเรียน ให้มีประสิทธิภาพและขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ในปี 2562 CYF พร้อมแล้วที่จะลุกขึ้นจัดการศึกษา โดยเปิด “ศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ” จ.นครพนม เพื่อต่อยอดการจัดการศึกษาโดยองค์กรชุมชนที่ทำอยู่ และสร้างสรรค์การจัดการเรียนศึกษารูปแบบใหม่ต่อไป

CYF  เรียนรู้ พัฒนา เติบโต และเรียนรู้ ในการทำงานต่อไป
เพราะการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด