Journey to Change Mindset : การเรียนรู้ผ่านการเดินทาง (FBL ปี 2)

“เล่นละครเร่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ศูนย์การเรียน ศึกษาวิถีผ่านพิพิธภัณฑ์ ชุมชน นักสื่อสารออนไลน์”

Learning Blogger เพราะทุกที่คือแหล่งเรียนรู้ การเข้าไปถึงบุคคล หรือสถานที่ ๆ มีองค์ความรู้ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการเรียนรู้คือ การสื่อสาร ถ่ายทอดเรื่องราว มุมมอง ความคิด ความรู้สึกในสิ่งที่ได้รับ เพื่อนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นส่งต่อไปยังผู้ที่สนใจให้ได้รับรู้ เป็นการทำให้ผู้อยากรู้ อยากเรียน กับผู้ที่มีองค์ความรู้ และต้องการถ่ายทอดได้มาเจอกัน ผ่านเทคโนโลยีซึ่งเป็นพื้นที่ และช่องทางให้คนทั้งสองได้มาเจอกัน

ศูนย์การเรียน คือ สถานศึกษาที่เป็นการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ในสังคมไทย เกิดขึ้นตามบัญญัติในมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ปัจจุบันมีผู้ขอจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน รวม 40 แห่งทั่วประเทศไทย มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 1,797 คน (ข้อมูล สพฐ. ปี 2560 ในจำนวนนี้ไม่รวมการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว หรือบ้านเรียน) ซึ่งศูนย์การเรียนแต่ละแห่งมีจุดยืนที่เข้มแข็งในการจัดตั้ง ทั้งที่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณใดใดจากรัฐ ซึ่งสะท้อนว่ารัฐยังไม่ได้ให้ความสำคัญและสังคมวงกว้างก็ยังคงขาดความเข้าใจที่ชัดเจน ฉะนั้นในการเดินทางพวกเราจะได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับศูนย์การเรียนต่างๆ และเป็นผู้ทำหน้าที่สื่อสารในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเผยแพร่ให้สังคมเกิดความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นในแนวทางการจัดการศึกษาทางเลือกที่เกิดขึ้นนี้

ละครเร่ คือ ศาสตร์การแสดงที่สร้างการเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้งให้ทั้งผู้เล่นและผู้ชม ผู้เล่นที่ดีต้องเข้าใจบทละครผ่านการตีความและตรวจสอบเนื้อหาอย่างถี่ถ้วน อีกทั้งผู้เล่นต้องผ่านการเรียนรู้ภายในตัวเองเพื่อสร้างจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก ไปกับตัวละคร ทำให้เกิดการถ่ายทอดผ่านเรือนร่างและน้ำเสียงได้อย่างสมจริง และส่งพลังให้ผู้ชมสนใจและรับสารได้อย่างเข้าใจ ซึ่งสารที่ละครเร่ชุดนี้จะเดินทางไปถ่ายทอดนั้นก็คือเรื่อง “สิทธิเด็ก” เรื่องใกล้ตัวที่เด็กและผู้ใหญ่ทุกคนควรรู้

พิพิธภัณฑ์ คือ แหล่งโบราณสถานที่มีชีวิต หรือพิพิธภัณฑ์ชุมชน ซึ่งในการเดินทางไปแต่ละสถานที่ ผู้เรียนจะรู้จักพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างลึกซึ้งผ่านพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจะบอกเล่าเชื่อมโยงเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นยังเชื่อมโยงชุดความรู้นั้นๆ เข้ากับศาสตร์วิชาแขนงต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ สังคม การงานอาชีพ ฯลฯ ซึ่งผู้เรียนจะได้เรียนรู้ข้อมูลหลายชุดมากกว่าในตำราเรียน

รูปแบบการจัดการศึกษา : Field trip Base Learning (FBL)

พื้นที่ และระยะเวลาดำเนินงาน : รวมจัดการเรียนการสอนผ่านการเดินทาง 2 ทริป ได้แก่

  • ทริปที่ 1 ตอน “ไผว่าอีสานแล้ง สิจูงแขนเพิ่นมาเบิ่ง แม่น้ำของชีมูลไหลล้น น้ำใจคนบ่เหือดแห้ง มันสิแล้งได้บ่อนได๋” ภาคอีสาน 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น กาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ยโสธร และมหาสารคาม ระหว่างวันที่ 17 มิถุนายน – 29 กรกฎาคม 2561
  • ทริปที่ 2 ตอน “เหนือไปถึงไหน” ภาคเหนือ 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน ระหว่างวันที่ 18 พฤศจิกายน – 18 ธันวาคม 2561

คณะนักเดินทาง : รวม 16 คน ประกอบด้วย

  • นักเรียน ม.4-5 จากศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง(วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร) รวม 8 คน (ญ.5 ช.3)
  • นักเรียน ม.1-2 จากศูนย์การเรียนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน รวม 5 คน (ญ.1, ช. 4)
  • และทีมมูลนิธิ ครู รวม 3 คน (ช.3)

 

ความเป็นมา หลักการและเหตุผล

สังคมโลกสมัยใหม่ ผู้คนเริ่มตระหนักเห็นถึงความหลากหลายในการอยู่ร่วมกันของผู้คน คนเชื่อมโยงหากันเป็นพลวัตของทุกมุมโลก จากการทำโลกให้แคบลงของเทคโนโลยี กลุ่มสังคมวัฒนธรรมย่อยเกิดขึ้นมากมายตามรสนิยมที่หลากหลาย แต่ในขณะเดียวกัน ผู้คนเริ่มลืมเลือนรากฐานวิถีท้องถิ่นของตน วิถีดั้งเดิมดูจะเป็นสิ่งล้าหลัง ไม่ทันสมัย คนรุ่นใหม่เริ่มปรับตนไปตามกระแสสังคมสมัยใหม่ที่ถูกทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในระบบการศึกษาที่มาจากส่วนกลาง

ในวิกฤตที่มรดกทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษกำลังจะเลือนหาย และผู้คนดูเหมือนจะหมดหวังกับระบบการศึกษาไทย ก็ได้เกิดพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 (และแก้ไขเพิ่มเติม 2545 และ 2553) ที่เปิดทางเลือกให้กลุ่มองค์กรต่างๆ สามารถจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยตนเองได้ โดยสามารถผสมผสานการศึกษาได้หลายรูปแบบ เพื่อสร้างเอกลักษณ์สถานศึกษาตามบริบทท้องถิ่น ส่งเสริมอัตลักษณ์ของผู้เรียนตามศักยภาพที่แตกต่างกัน  ทำให้ผู้จัดการศึกษาสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่นสอดคล้องตามความต้องการในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนที่มีความแตกต่างและสร้างสรรค์

ทุกวันนี้ เราต่างปฏิเสธไม่ได้ว่าการวางรากฐานทางการศึกษาให้ลูกหลานเป็นตัวกำหนดทิศทางอนาคตของชาติที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ จากช่องทาง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ที่เกิดขึ้น เริ่มมีกลุ่มคน ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชนต่างๆ เห็นถึงความสำคัญและลุกขึ้นมาจัดการศึกษาด้วยตนเอง ฉะนั้น รูปแบบการจัดการศึกษาที่ขึ้นต้นคำว่า “ศูนย์การเรียน” จึงกำลังค่อยๆ เติบโตและเบ่งบานให้เห็นความหลากหลายของรูปแบบการศึกษาที่ไม่ได้มาจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (Children and Youth Development Foundation : CYF) องค์กรเอกชนสาธารณกุศลด้านส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย จากประสบการณ์ทำงานด้านการศึกษาไทยมาตั้งแต่ปี 2545  ทำให้ CYF มีความเชื่อต่อการจัดการศึกษาที่หลากหลาย เพื่อการตอบโจทย์ความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ ดังนั้น CYF จึงได้ร่วมมือกับชาวชุมชนที่ต้องการธำรงและรักษาวิถีวัฒนธรรมการดำรงชีวิตอยู่กับป่าของบรรพบุรุษ ซึ่งได้แก่ องค์กรชุมชนบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และองค์กรชุมชนบ้านห้วยพ่าน ต.เปือ อ.เชียงกลาง จ.น่าน

ชาวชุมชนบ้านห้วยพ่าน ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ ก็ได้ยื่นเอกสารขอจัดตั้ง “ศูนย์การเรียน” เพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับชั้นประถมศึกษาปี 1-6 ตามกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ.2555 กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 2 (สพป.น่าน เขต 2) กระทั่งได้รับประกาศอนุญาตเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 เป็นสถานศึกษาที่ชื่อว่า “ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน” โดยเปิดทำการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา และปีการศึกษา 2559 เปิดขยายโอกาสทางการศึกษาจัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3)  จากนั้นชาวชุมชนบ้านสะเนพ่อง กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ ได้จัดตั้ง “ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร)” ที่ได้การรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการให้เปิดทำการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2557

ศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนชาติพันธุ์ทั้งสองแห่งที่เกิดขึ้นกำลังเบ่งบานเข้าสู่ปีที่ 5 และ 6  มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของทั้งสองศูนย์การเรียนมาตั้งแต่เริ่มต้น เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างรากฐานความเข้าใจและความเชื่อมั่นในการทำงานขับเคลื่อนเรื่องศูนย์การเรียน ทั้งภาคผู้ปฏิบัติ เช่น ครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ เป็นต้น เพื่อเกิดการแบ่งปันแลกเปลี่ยนทรัพยากรการเรียนรู้ และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน  และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างการตระหนักรู้ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย

มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชนจึงได้จัดทำโครงการ Journey to Change Mindset เพื่อนำนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ของศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน  และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่องฯ ออกเดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับศูนย์การเรียนทั่วประเทศไทย  โดยนักเรียนทั้งสองศูนย์การเรียนได้ออกเดินทางในรูปแบบรถละครเร่ โดยผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ละคร ประเด็นเรื่องสิทธิเด็ก เพื่อแสดงละครสื่อสารให้เด็กนักเรียนทั้งในโรงเรียนและศูนย์การเรียนต่างๆ ที่ได้ไปแลกเปลี่ยนตระหนักถึงความสำคัญในสิทธิทั้ง 4 ด้านของพวกเขาเอง ได้แก่ 1.สิทธิในการอยู่รอด 2.สิทธิในการปกป้องคุ้มครอง 3.สิทธิในการพัฒนา และ 4.สิทธิในการมีส่วนร่วม

นอกจากนี้ ในการเดินทาง แหล่งความรู้หลักๆ ที่ผู้เรียนจะได้ไปเยี่ยมชม คือ พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในจังหวัดนั้นๆ ที่จะบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ การดำรงชีวิต วิถีวัฒนธรรมชุมชน เรื่องเล่าตำนาน ฯลฯ ของสถานที่นั้นๆ โดยมีครูเป็นเพียงผู้สร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากความใฝ่รู้ของตนเอง  เพราะการเดินทางคือเครื่องมือชั้นดีที่ทำให้ผู้เรียนได้สำรวจและเรียนรู้ ทั้งภายในตัวเองและภายนอกโลกกว้าง

 

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความแตกต่างหลากหลายของการจัดการศึกษาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน ในรูปแบบศูนย์การเรียน
  2. เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในการทำงานขับเคลื่อนเรื่องศูนย์การเรียนให้ภาคผู้ปฏิบัติ เช่น ครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ เป็นต้น ให้เกิดการแบ่งปันแลกเปลี่ยนทรัพยากรการเรียนรู้ และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน
  3. ฝึกทักษะชีวิต อาทิ การวางแผน การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ผ่านกระบวนการทำละครเร่ และประสบการณ์การเดินทาง
  4. ฝึกให้ผู้เรียนเกิดความใฝ่รู้ จากการสร้างบรรยากาศผ่านการเดินทางเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ ชุมชน ผู้คนต่างๆ ที่มากกว่าในตำราเรียน
  5. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของแม่น้ำในการก่อเกิดการตั้งถิ่นฐานของมนุษยชาติ และเชื่อมต่ออารยธรรมมนุษย์ เพื่อให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกในการดูแลแหล่งต้นน้ำที่ชุมชนบ้านเกิดของตน
  6. เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนัก เรื่องสิทธิเด็ก ผ่านการร้อยเรียงและทำการแสดงละครเร่ไปในโรงเรียนและศูนย์การเรียนต่างๆ
  7. ส่งเสริมและสร้างกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ผู้เรียนและคณะครูในศูนย์การเรียนแต่ละแห่งได้แลกแปลี่ยนองค์ความรู้ ทั้งรูปแบบการจัดการเรียนการสอน กระบวนการสร้างการเรียนรู้ และการวัดประเมินผล ที่แตกต่างตามเอกลักษณ์ของศูนย์การเรียนนั้นๆ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้หรือสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานขับเคลื่อนเรื่องศูนย์เรียนต่อไป
  2. ผู้เรียนและคณะครู ได้ฝึกทักษะชีวิต อาทิ การวางแผน การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ผ่านกระบวนการทำละครเร่ และประสบการณ์การเดินทาง
  3. ผู้เรียนและคณะครูมีความรู้ ความเข้าใจ เรื่องสิทธิเด็ก ผ่านการร้อยเรียงและทำการแสดงละครเร่ไปในโรงเรียนและศูนย์การเรียนต่างๆ
  4. ผู้เรียนเกิดความใฝ่รู้ จากการส่งเสริมและสร้างกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง
  5. นักเรียนในโรงเรียนและศูนย์การเรียนต่างๆ ตระหนักรู้เรื่องสิทธิเด็ก ผ่านการร้อยเรียงและทำการแสดงละครเร่ของนักเรียนศูนย์การเรียน
  6. ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจในมิติประวัติศาสตร์ สังคม วิทยาศาสตร์ การงานอาชีพ และแขนงวิชาอื่นๆ ผ่านการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ชุมชน และผู้คน
  7. ผู้คนในสังคมมีความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการศึกษาที่ใช้คำขึ้นต้นว่า “ศูนย์การเรียน” ผ่านการเดินทางเรียนรู้ของนักเรียนในศูนย์การเรียน และรูปแบบสื่อวิดีโอที่ตัดต่อหลังการเดินทาง

 

วิธีการดำเนินงานและรูปแบบกิจกรรม

  1. เดินทางโดยรถบัสของมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน
  2. ประสานงานแต่ละพื้นที่เพื่อกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้และเป้าหมายการจัดกระบวนการ
  3. รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ในการเดินทางครั้งนี้ของผู้เรียน ได้แก่
  • กระบวนการกลุ่ม นักเรียนนำกระบวนการกันเองทั้งหมด ตั้งแต่กำหนดเวลาตื่นนอน ทำอาหาร กินอาหาร ประชุมงาน คิดกิจกรรม ซ้อมละคร ถอดบทเรียน ฯลฯ ครูคือโค้ช มีหน้าที่สังเกตการณ์ โดยไม่เข้าไปจัดการ แต่ปล่อยให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งหมด
  • การแสดงละคร เป็นกิจกรรมในการแลกเปลี่ยนกับศูนย์การเรียน และกลุ่มเยาวชนต่างๆ เพื่อสื่อสารกับคนดูเรื่องของสิทธิเด็ก โดยในระหว่างเดินทางนักเรียนก็ได้ไปเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับทักษะละครเพิ่มจากกลุ่มมะขามป้อม ที่และกลุ่มลานยิ้มการละคร
  • การเขียนบันทึกความรู้สึกในสมุดส่วนตัว การลงมือเขียนในเรื่องของตัวเองหรือเรื่องที่ใกล้ตัว เป็นพื้นฐานของการเป็นนักเขียนที่ดี รวมทั้งยังเป็นการทบทวนตัวเองในแต่ละวัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้กับตัวเอง รู้จักตัวเองมากขึ้น
  • การโพสเฟสบุ๊ค(Post Facebook) ทำให้นักเรียนได้สื่อสารความคิด ความรู้สึกของตนต่อสังคมโดยตรง ซึ่งการสื่อสารที่ผู้เรียนได้ใคร่ครวญอยู่กับตัวเองมากกว่าในวงถอดบทเรียน และฝึกสร้างสรรค์ข้อความในการสื่อสาร ซึ่งถือเป็นพื้นที่ให้นักเรียนแสดงตัวตนอย่างมีคุณค่าผ่านการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย
  • ล้อมวงถอดบทเรียนของนักเรียน เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นทุกเย็น โดยให้นักเรียนถามตอบกันเอง โดยครูนั่งสังเกต และฟังอยู่นอกวง จากนั้น เมื่อนักเรียนสะท้อนกันเสร็จแล้ว ครูก็จะเข้าไปสะท้อนสิ่งที่ครูสังเกตเห็นในแต่ละวัน โดยมีชุดคำถามหลัก 3 คำถาม คือ รู้สึกอย่างไร เห็นอะไร สิ่งเหล่านั้นมาทำงานกับข้างในตัวเราอย่างไร
  • การทำ mind mapping องค์ความรู้ เป็นกระบวนการถอดองค์ความรู้จากการเดินทาง เป็นกระบวนการฝึกทักษะการคิดต่อยอดเชื่อมโยง ตามความสนใจ ซึ่งจะทำให้นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ และเข้าใจในความสนใจของตนเองได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งครูก็จะประเมินนักเรียนผ่านผลงานนี้ส่วนหนึ่ง โดยเชื่อมโยงกับตัวชี้วัด 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้
  1. จัดกระบวนการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียน
  2. เมื่อสิ้นสุดการเดินทาง ทุกฝ่ายร่วมกันสรุปผลการเรียนรู้และประเมินผลตามเป้าหมายการเดินทาง
  3. ผู้เรียนสรุปบทเรียนและองค์ความรู้ที่ได้จากการเดินทางในแต่ละพื้นที่เป็นชิ้นงาน เช่น สมุดบันทึก ภาพถ่าย และสื่อวีดีโอ ซึ่งผลงานทั้งหมดจะนำไปเผยแพร่ให้แก่นักเรียนในศูนย์การเรียนฯ และชาว ต.ไล่โว่ และชาวบ้านห้วยพ่านได้เรียนรู้ร่วมกัน
ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *