โครงการ พัฒนาศูนย์การเรียนไซเบอร์

หลักการและเหตุผล

จากการทำงานขับเคลื่อนเรื่องศูนย์การเรียนกับหลายภาคส่วน ทั้งในระดับชุมชน เครือข่าย ศูนย์การเรียน และภาครัฐบาล ทำให้มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชนเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการในการเรียนการสอนระดับเครือข่ายศูนย์การเรียน โดยการพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาให้สามารถตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการศึกษาที่ทันสมัยและสร้างแหล่งเรียนรู้แบบเปิดที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนในศูนย์การเรียนที่มีความหลากหลาย ทั้งผู้เรียนที่มีความเป็นเลิศเฉพาะด้าน ผู้เรียนที่ต้องการเรียนรู้ตามความสนใจ และผู้เรียนที่หลุดออกจากการศึกษาในระบบ เนื่องจากมีภาระรับผิดชอบในครอบครัวหรือได้รับผลกระทบทางสังคม

Massive Open Online Courses: MOOC เป็นนวัตกรรมหนึ่งในการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ ที่สามารถรองรับผู้เรียนจำนวนมากและเอื้อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โดยเรียนผ่านวิดีโอ มีแบบฝึกหัดหลังบทเรียน การจัดห้องเรียนเสมือน   การอภิปรายออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ช่วยตอบโจทย์การจัดการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยของศูนย์การเรียน

สำหรับแบบการดำเนินโครงการในระยะแรก มูลนิธิฯ พัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ระบบเปิด (MOOC) โดยจัดทำบทเรียนออนไลน์เชิงวิชาการในรูปแบบของการ Block Course ตามตัวชี้วัดหลักสูตรแกนกลางที่ไม่สามารถนำมาบูรณาการการเรียนรู้ในรูปแบบโครงงาน หรือ STEM ได้ ซึ่งเอื้อให้ผู้เรียนจัดการเวลาเรียนของตนเองและมีเวลามาเน้นในส่วนของการออกแบบการเรียนรู้เฉพาะทางที่ตนเองสนใจ โดยแต่ละศูนย์การเรียนจะสร้างบทเรียนออนไลน์ตามความเชี่ยวชาญของแต่ละศูนย์และแบ่งปันทรัพยากรสื่อการเรียนรู้ระหว่างกัน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูเฉพาะทางในศูนย์การเรียน ต่อมา การดำเนินโครงการในระยะที่ 2 มูลนิธิฯ จะขยายการพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ระบบเปิด (MOOC) กับเครือข่ายศูนย์การเรียนทั่วประเทศ และพัฒนาบทเรียนออนไลน์ให้มีความหลากหลายตามอัตลักษณ์หรือบริบทท้องถิ่นของแต่ละศูนย์การเรียน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การเรียนต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย

นอกจากการพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์แบบ MOOC แล้ว มูลนิธิฯ ยังมีเป้าหมายพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อการบริหารจัดการภายในศูนย์การเรียนออนไลน์ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการจัดเก็บข้อมูลผู้เรียน และประวัติการลงทะเบียนเรียน การวัดประเมินผล การจัดการเรียนการสอนร่วมกันระหว่างศูนย์การเรียน เป็นการสนับสนุนงานวิชาการในระดับเครือข่ายศูนย์การเรียนและการสร้างระบบฐานข้อมูลผู้เรียนออนไลน์

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิดระดับเครือข่ายศูนย์การเรียน
  2. เพื่อสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนในมิติต่างๆ ทั้งเชิงกายภาพในพื้นที่ห่างไกล ความสนใจเฉพาะทางของผู้เรียน และความยืดหยุ่นในเวลาเรียน
  3. เพื่อเป็นระบบคลังสมองของครูภูมิปัญญาออนไลน์
  4. เพื่อพัฒนาระบบกลางในการบริหารจัดการภายในศูนย์การเรียน กระบวนการวัดและประเมินผล การจัดเก็บฐานข้อมูลผู้เข้าเรียนและประวัติ และผลการเรียน การลงทะเบียนเรียนรายวิชาข้ามศูนย์การเรียน การถ่ายโอนหน่วยกิตระหว่างศูนย์การเรียน


วิธีการดำเนินงาน

กิจกรรม

ปีการศึกษา 2562

ปีการศึกษา 2563

ไตรมาศ1

ไตรมาศ2

ไตรมาศ3

ไตรมาศ1

ไตรมาศ2

ไตรมาศ3

1.    ประสานเครือข่ายศูนย์การเรียน (ครอบคลุมทั่วประเทศ) เพื่อระดมผู้เชี่ยวชาญจากทุกศูนย์การเรียนเข้าร่วมโครงการ
2.    ศึกษาและพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ระบบเปิด (MOOC) ที่มีคุณลักษณะรองรับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ระบบเปิดสำหรับศูนย์การเรียน
3.    ศึกษาและใช้งานระบบกลางในการบริหารจัดการภายในศูนย์การเรียน ที่มีกระบวนการวัดและประเมินผล การจัดเก็บฐานข้อมูลผู้เรียน ประวัติการเรียนและหน่วยกิตสะสม พร้อมระบบการถ่ายโอนหน่วยกิต
4.    พัฒนามาตรฐานกระบวนการเรียนการสอน มาตรฐานสื่อการเรียนรู้ และการประกันคุณภาพการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิดสำหรับศูนย์การเรียน  (MOOC)
5.    พัฒนาและหรือแปลง/ปรับปรุงสื่อการเรียนรู้ตามเป้าหมายที่กำหนด ให้เป็นรายวิชาเพื่อการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิดสำหรับศูนย์การเรียน (MOOC)
6.    จัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิดสำหรับ 16 ศูนย์การเรียน (MOOC) ประเมินและปรับปรุง พัฒนาต่อเนื่อง
7.    ประสานหน่วยงานสถานศึกษาทั่วประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อการรับรองมาตรฐานและการถ่ายโอนหน่วยกิตที่เป็นผลการเรียนรู้จากระบบการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิดสำหรับศูนย์การเรียน
8.    จัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิดสำหรับเครือข่ายศูนย์การเรียน (MOOC) ทั่วประเทศไทย ประเมินและปรับปรุง พัฒนาต่อเนื่อง

 

ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ระบบการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิด (MOOC) ระดับเครือข่ายศูนย์การเรียน
  2. ศูนย์การเรียนมีระบบกลางที่มีมาตรฐานในการบริหารจัดการภายในศูนย์การเรียน ที่มีกระบวนการวัดและประเมินผล การจัดเก็บฐานข้อมูลผู้เข้าเรียนและประวัติ และผลการเรียน
  3. ผู้เรียนในศูนย์การเรียนได้รับโอกาสในการเข้าถึงคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสมกับตนเองและสอดคล้องกับบริบทชุมชน
  4. ผู้เรียนในศูนย์การเรียนได้เรียนกับผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การเรียนต่างๆ และนำความรู้มาปรับใช้ พัฒนาและปฏิบัติในชุมชนของตน
  5. แหล่งรวบรวมระบบคลังสมองของครูภูมิปัญญาออนไลน์

โครงการ พัฒนาครูศูนย์การเรียน การศึกษามาตรา 12

หลักการและเหตุผล

เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยในมาตรา 12 สถานศึกษาที่เรียกว่าศูนย์การเรียน ได้ยืดหยุ่นให้การจัดการศึกษาสอดคล้องกับยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีและการสื่อสารที่เต็มไปด้วยข้อมูลสารสนเทศ ในการพัฒนาหลักสูตรให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคศตวรรษที่ 21

บทบาทของครูจากผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ นำสาระที่มีในตำรามาบอกบรรยายให้นักเรียนจดจำแล้วนำไปสอบวัดความรู้ ครูต้องกลายเป็นผู้สอนคนให้เป็นมนุษย์ที่เรียนรู้การใช้ทักษะ โดยเป็นผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ เป็นผู้ชี้แนะ (Coach) และอำนวยความสะดวก (Facilitate) ในการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเรียนผ่านการลงมือทำ (Active Learning) ดังนั้น ครูจึงต้องมีทักษะเพื่อศิษย์ไทยในศตวรรษที่ 21 โดย                            ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ ในศตวรรษที่ 21” ว่า ครูไม่ใช่แค่มีใจ เอาใจใส่ศิษย์เท่านั้น ยังต้องมีทักษะในการจุดไฟในใจศิษย์ ให้รักการเรียนรู้ หรือให้การเรียนรู้สนุกและกระตุ้นการเรียนรู้ต่อไปตลอดชีวิต บทบาทครูเช่นนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นและท้าทายครูอย่างมาก

มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นบุคคลที่มีทักษะสูงในการเรียนรู้และปรับตัว ไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดใด เพราะต้องเตรียมตัวในการเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว พลิกผัน และคาดไม่ถึง ครูจึงต้องพัฒนาตนเองให้มีทักษะการเรียนรู้ด้วย โดยทักษะของคนที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ 3R x 7C

  • 3R ได้แก่ Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขียนได้) และ (A)Rithmetics (คิดเลขเป็น)
  • 7C ได้แก่ Critical thinking & problem solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)
  • Creativity & innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม)
  • Cross-cultural understanding (ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)
  • Collaboration, teamwork & leadership (ทักษะด้านความร่วมมือการทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ)
  • Communications, information & media literacy (ทักษะการสื่อสารสารสนเทศ รู้เท่าทันสื่อ)
  • Computing & ICT literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  • Career & learning skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)

ครูจึงต้องพัฒนาโดยสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ที่เรียกว่า PLC (Professional Learning Community) เพื่อรวมตัวในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในการจัดศึกษารูปแบบศูนย์การเรียน ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย ดังนั้น มูลนิธิฯ จึงให้ความสำคัญของการสร้างเครือข่ายศูนย์การเรียน ผ่านการจัดทำโครงการพัฒนาครูศูนย์การเรียน การศึกษามาตรา 12 ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนกันทั้งในการพัฒนาและการตรวจสอบคุณภาพการศึกษา การพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมกับศูนย์การเรียน การทำงานบริหารศูนย์การเรียน และการขับเคลื่อนเชิงนโยบายการศึกษามาตรา 12

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการจัดการศึกษามาตรา 12
  2. เพื่อสร้างจิตสำนึกและสร้างพลังร่วมแห่งการทำงานเป็นทีมขับเคลื่อนการจัดการศึกษามาตรา 12
  3. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจขอบข่ายการทำงานบริหารศูนย์การเรียน
  4. เพื่อสร้างกระบวนการพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมกับศูนย์การเรียน
  5. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในรูปแบบวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน (Active learning) และสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาใช้ในการปรับปรุง พัฒนาตนเองและกระบวนการทำงาน
  6. เพื่อสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทแต่ละศูนย์การเรียน
  7. เพื่อถอดบทเรียนและสรุปแนวทางการจัดการเรียนรู้ วิถีปฏิบัติที่เหมาะสมกับอัตลักษณ์ของแต่ละศูนย์การเรียน

 

ระยะเวลา

ระยะเวลาในการดำเนินงาน 3 ปี ระหว่างปีการศึกษา 2562 – 2564

ปีที่

เรื่อง

1 สร้างความรู้ความเข้าใจ และปฏิบัติตามกระบวนการในการจัดการศึกษาศูนย์การเรียน มาตรา 12
2 ถอดบทเรียน, PLC, เขียนแผนพัฒนาตนเอง (ID Plan), สร้างนวัตกรรมการจัดการศึกษา
3  พัฒนากระบวนการวิจัย, ได้คู่มือแนวทางการจัดการศึกษาในศูนย์การเรียน

 

วิธีการดำเนินงาน

ที่

ขั้นตอนการดำเนินงาน

ระยะเวลาการดำเนินงาน

1 ปีการศึกษา 2562
กิจกรรมที่ 1 เน้นการอบรมและฝึกทำแผนการจัดการศึกษา
ทำความเข้าใจการจัดการศึกษา มาตรา 12
ทำความเข้าใจเครื่องมือ รูปแบบการจัดการศึกษา แบบ Active  Learning เช่น PBL, FBL, STEM, STEAM, Block Course etc.
ออกแบบการเรียนการสอน และเขียนแผนหน้าเดียว
แลกเปลี่ยนอุดมการณ์ แรงบันดาลใจ และวัฒนธรรมในการทำงาน
24 – 30 เม.ย. 62

 

2 กิจกรรมที่ 2 นิเทศติดตาม (Monitoring & Evaluation) 5 – 7 ส.ค. 62
3 กิจกรรมที่ 3 ถอดบทเรียน
ล้อมวงถอดบทเรียนแลกเปลี่ยนผลการดำเนินงานทำความเข้าใจและทำการวัดและประเมินผลแบบ Block Course
ทำความเข้าใจกระบวนการประเมินคุณภาพในสถานศึกษา และการรายงานผล (Self-assessment report : SAR)
ทำความเข้าใจและทำงานธุรการทางวิชาการ
24 – 30 ต.ค. 62
 

4

ปีการศึกษา 2563
กิจกรรมที่ 4  สร้างนวัตกรรมการจัดการศึกษามาตรา 12
สร้างกระบวนการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC)
อบรมและเขียนแผนพัฒนาตนเอง (ID Plan)
วางแผนและออกแบบการจัดการศึกษา
14 – 30  เม.ย. 63

 

5 กิจกรรมที่ 5 นิเทศและติดตาม  (Monitoring & Evaluation) 5 – 7 ส.ค. 63
6 กิจกรรมที่ 6
สร้างกระบวนการ PLC (Professional Learning Community)
ชุมชนแห่งการเรียนรู้
24 – 30 ต.ค. 63
 

7

ปีการศึกษา 2564
กิจกรรมที่ 7 พัฒนากระบวนการวิจัย
วางแผนและออกแบบการจัดการศึกษา
อบรมกระบวนการทำวิจัย
24 – 30  เม.ย. 64
8 กิจกรรมที่ 8 นิเทศและติดตาม (Monitoring & Evaluation) 5 – 7 ส.ค. 64
9 กิจกรรมที่ 9 สรุปผลแนวทางการจัดการศึกษา ตลอดปีการศึกษา 2562 – 2564
ทำเป็นคู่มือแนวทางการจัดการศึกษาในศูนย์การเรียน มาตรา 12
24 – 30 ต.ค. 64

 

การประเมินผล

ตัวบ่งชี้ความสำเร็จ

วิธีการวัดและประเมินผล

เครื่องมือที่ใช้วัด

  • การแลกเปลี่ยนในวงถอดบทเรียน
  • กระบวนการจัดการเรียนการสอน
  • เทคนิคการสอน
  • คุณภาพผู้เรียน
  • การวัดประเมินผล
  • ตรวจเอกสาร
  • สังเกต
  • สอบถาม
  • แบบสรุป
  • แบบสังเกต
  • แบบสอบถาม
  • การสัมภาษณ์

 

ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  1. บุคลากรครู คณะกรรมการในศูนย์การเรียน ได้เพิ่มพูนวิสัยทัศน์  มีความรู้ ความเข้าใจ เห็นทิศทางและเป้าหมายในการทำงานจัดการศึกษามาตรา 12
  2. บุคลากรครูในศูนย์การเรียนได้รับการพัฒนากระบวนการทำแผนการสอน ออกแบบกระบวนการจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล
  3. บุคลากรครูในศูนย์การเรียนได้รับความรู้ ความเข้าใจ ในรูปแบบของเทคนิคการสอนต่างๆ และนำมาประยุกต์ใช้จัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสภาพผู้เรียนและบริบทศูนย์การเรียน
  4.  บุคลากรครูในศูนย์การเรียนได้รับความรู้ ความเข้าใจ ขอบข่ายงานการบริหารศูนย์การเรียน และการทำเอกสารวิชาการ
  5. บุคลากรครูในศูนย์การเรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายศูนย์การเรียนและบุคลากร
  6. ผู้เรียนได้มีคุณภาพทางการศึกษา โดยมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ที่ต้องการและสืบหาองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) และชี้แนะแนวทาง (Coaching)
  7. ศูนย์การเรียนได้นวัตกรรมการศึกษาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพผู้เรียนและสภาพแวดล้อม
  8. ศูนย์การเรียนได้คู่มือแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพผู้เรียนและสภาพแวดล้อม

ศูนย์การเรียน การศึกษามาตรา 12

ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การดำเนินชีวิต ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ซึ่งเอื้อให้ผู้คนสามารถค้นหาองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองจากทุกมุมโลก การศึกษาจึงต้องยกระดับการเรียนรู้จากเนื้อหาทฤษฎีไปสู่การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งการจัดการศึกษาในระบบที่มีมาตรฐานกลางจากกระทรวงศึกษาธิการไม่อาจเป็นตัวชี้วัดความสามารถและความสำเร็จของเด็กและเยาวชนทุกคนในประเทศได้ ทั้งยังส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพิ่มกว้างมากขึ้นระหว่างคนในเมืองที่มีปัจจัยความพร้อมเข้าถึงคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานจากส่วนกลางกับชุมชนที่ห่างไกลและมีบริบททางสังคม วัฒนธรรมชุมชนที่เป็นอัตลักษณ์ โดยในชุมชนเองก็มีแหล่งองค์ความรู้และมีมาตรฐานการศึกษาตามที่พ่อแม่อยากเห็นลูกหลานของตนซึ่งเป็นผู้กำหนดอนาคตของชุมชนในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร

การจัดการศึกษาในศูนย์การเรียน ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นการกระจายอำนาจให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเรียกชื่อนำหน้าว่า “ศูนย์การเรียน” ทำให้การศึกษามีความหลากหลายและผู้เรียนมีทางเลือกในการเข้าถึงการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนอย่างมีคุณภาพ โดยรูปแบบและวิธีการในการจัดการศึกษาตามกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ.2555 ได้เปิดโอกาสให้จัดการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัย โดยใช้หลักสูตรที่ศูนย์การเรียนได้พัฒนาขึ้น เพื่อให้มีความยืดหยุ่น สนองต่อเจตนารมณ์ ความแตกต่าง และความต้องการของผู้เรียนกลุ่มต่างๆ โดยการจัดการศึกษาแต่ละรูปแบบ สามารถเทียบโอนผลการเรียนระหว่างกันได้ หรืออาจจัดการศึกษาแบบคละชั้นและอายุ หรือจัดให้มีการศึกษาร่วมกับสถานศึกษาอื่นโดยมีข้อตกลงร่วมกันและเทียบโอนผลการเรียนซึ่งกันและกันได้

จากวิสัยทัศน์ในการ “สร้างโอกาสทางการศึกษา สร้างคุณภาพเด็กและเยาวชน สร้างชุมชนเข้มแข็ง” มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชนมีเป้าหมายสร้างรูปธรรมการศึกษาที่จัดการศึกษาโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน ซึ่งทำงานขับเคลื่อนกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งในระดับชุมชน เครือข่ายศูนย์การเรียน และภาครัฐบาล โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2556 มูลนิธิฯ ร่วมกับสององค์กรชุมชนยื่นจดทะเบียนจัดตั้งศูนย์การเรียนกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นและวัฒนธรรมชุมชน โดยมีแผนการดำเนินงานพัฒนาด้านบุคลากรครู การบริหารจัดการภายในสถานศึกษา งานก่อสร้าง การและจัดหาสื่อการเรียนการสอน ขณะเดียวกัน มูลนิธิฯเป็นเครือข่ายกับสมาคมสภาการศึกษาทางเลือก และจัดการศึกษาผ่านการเดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับศูนย์การเรียนต่างๆทั่วประเทศไทย รวมทั้งทำงานขับเคลื่อนเชิงนโยบายร่วมกับสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการการปฏิบัติการส่งเสริมสนับสนุนและติดตามการจัดการศึกษาทางเลือก และร่วมเป็นคณะทำงานจัดทำระบบฐานข้อมูลศูนย์การเรียนทั่วประเทศไทย

ในปี 2562 มูลนิธิฯ เข้าสู่ปีที่ 7 ของการทำงานขับเคลื่อนเรื่องศูนย์การเรียน การศึกษามาตรา 12 มูลนิธิฯเล็งเห็นถึงความงอกงามของการศึกษาในรูปแบบใหม่นี้กำลังเติบโตตามแห่งที่ต่างๆทั่วประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเกิดศูนย์การเรียนจำนวนทั้งหมด 56 ศูนย์การเรียน (ข้อมูลจาก สพฐ. เมื่อ เมษายน 2562) ดังนั้น ในการทำงานพัฒนาศูนย์การเรียนในระยะต่อไป มูลนิธิฯเห็นความสำคัญของการสร้างเครือข่ายศูนย์การเรียนทั่วประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ศูนย์การเรียนในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน หรือเสริมความร่วมมือกันและกันในเรื่องที่แต่ละศูนย์การเรียนมีความเชี่ยวชาญ รวมทั้งสร้างให้เกิดการตรวจสอบกันและกันได้เพื่อให้การจัดศึกษาของศูนย์การเรียนเป็นไปอย่างมีคุณภาพ

 

แนวทางการจัดการศึกษาของศูนย์การเรียน C Y F

หลักการจัดการศึกษา

1. ศูนย์การเรียน C Y F ยึดหลักการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องและพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองให้มีคุณภาพตามศักยภาพของแต่ละคน
2. จัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 12 และกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ.2555
3. สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กที่ด้อยโอกาสได้เข้าถึงบริการทางการศึกษาและได้รับการเรียนรู้ตามความสนใจ ความสามารถอย่างมีคุณภาพ จบการศึกษาตามความต้องการ มีทักษะทางวิชาการ ทักษะชีวิตและทักษะในการทำงาน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

กลุ่มเป้าหมายในการจัดการศึกษา

1. รับสมัครผู้เรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น(ม.3) จากศูนย์การเรียนสะเนพ่องและ
ศูนย์การเรียนห้วยพ่าน และกำลังศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.5) ในปีการศึกษา 2561
(ยกเว้นเป็นกรณีพิเศษสำหรับผู้เรียนจากศูนย์การเรียนสะเนพ่อง ปีการศึกษา 2561)
2. กลุ่มผู้เรียนทั่วไปที่มีความสนใจเข้าเรียนในศูนย์การเรียน C Y F
3. กลุ่มผู้เรียนที่ออกลางคันและยังไม่จบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) และการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ม.6)

วิธีการจัดการเรียนรู้

1. จัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และปรับปรุงเพิ่มเติม
2. จัดกระบวนการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
3. เน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการเรียนรู้ตามหลักการของ STEM
4. เน้นให้ผู้เรียนมีทักษะวิชาการ ทักษะชีวิตและทักษะการทำงาน สามรถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
5. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

คุณสมบัติผู้เรียน

1. ผู้เรียนที่มีความประสงค์เข้าเรียนต่อมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1) ต้องจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2. ผู้เรียนที่มีความประสงค์เข้าเรียนต่อมัธยมศึกษาปลาย (ม.4) ต้องจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
3. ผู้เรียนที่ออกกลางคันที่ยังไม่จบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) และการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ม.6)
4. เป็นผู้มีความประพฤติดีและมีความสนใจในการเรียนรู้ตามแนวทางการจัดการศึกษาของศูนย์การเรียน C Y F

การรับสมัครผู้เรียน

1. รับสมัครผู้เรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4
2. รับสมัครในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี
3. จำนวนผู้เรียนต่อห้องเรียน ห้องละ 30 คน
4. สถานที่รับสมัครที่ศูนย์การเรียน C Y F
5. การคัดเลือกผู้เรียนเข้าเรียนโดยการสัมภาษณ์ผู้เรียนและผู้ปกครอง มีการทดสอบศักยภาพของผู้เรียนตามความเหมาะสม

การบริการทางวิชาการและอื่นๆ

1. สนับสนุนการพัฒนาครูชุมชนและพัฒนาครูจากศูนย์การเรียนอื่นๆที่มีความประสงค์จะพัฒนาตนเอง
2. จัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนจากศูนย์การเรียนอื่นที่มีความสนใจ ด้วยวิธีการบล็อคคอร์ดและสื่อออนไลน์
3. เป็นศูนย์ประสานความร่วมมือ กับหน่วยงาน สพฐ. และให้คำปรึกษา แนะนำศูนย์การเรียนอื่นๆ
4. ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของศูนย์การเรียนที่จัดการการศึกษาตามมาตรา 12
5. ปฏิบัติอื่นๆตามที่รับมอบหมายจากชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โครงการ ก่อสร้างศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ จังหวัดนครพนม

หลักการและเหตุผล

ปัจจุบันจังหวัดนครพนมเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จากนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ-เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมีแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนครพนม พ.ศ. 2561 – 2564 ดังนี้ 1) เมืองเศรษฐกิจชายแดน ศูนย์กลางระบบโลจิสติกส์ เกษตรปลอดภัย และการลงทุนประตู เศรษฐกิจ สู่อาเซียนและจีนตอนใต้ – ตะวันออก 2) เมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ศาสนา ประวัติศาสตร์ และเชิงนิเวศน์ในอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง 3) เมืองศูนย์กลางการรักษาพยาบาล และการผลิตบุคลากรทางสาธารณสุข ส่งผลให้สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด เกิดการขยายตัวของเมืองใหม่และการค้า การเร่งรัดจัดเตรียมที่ดินสำหรับรองรับเขตอุตสาหกรรม การเพิกถอนที่ดินสาธารณประโยชน์ให้เอกชนเช่า ที่ดินทำกินหลุดมือจากการกว้านซื้อเพื่อเก็งกำไร การเคลื่อนย้ายแรงงาน ประชากรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในอนาคต และสร้างความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนสูงขึ้น

สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดดนี้ย่อมสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวบ้าน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน อนาคตของชุมชนที่ต้องเติบโตมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างไปแล้วจากรุ่นพ่อแม่ การศึกษาจึงต้องเป็นการพัฒนาคนให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดและชาติ ให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างรู้เท่าทัน มีทักษะสูงในการเรียนรู้และปรับตัว เพื่อไม่ให้กลุ่มนักลงทุนเอารัดเอาเปรียบ เช่น การกว้านซื้อที่ดินทำกินจากชาวบ้าน บีบขับชาวบ้านออกจากพื้นที่ และสุดท้ายกลับมาเป็นลูกจ้างราคาถูกในที่ดินบ้านเกิดของตน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีก็เอื้อประโยชน์ให้ชาวบ้านเข้าถึงองค์ความรู้ ข้อมูล ข่าวสารได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ดังนั้น ทักษะที่สำคัญที่สุดในกระบวนการศึกษาคือ ทักษะรักการเรียนรู้ เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาตนอยู่ตลอดเวลา

มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ได้เล็งเห็นสภาพการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดนครพนม จึงเป็นความท้าทายในการจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ” ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนแห่งแรกในจังหวัดนครพนมที่มีรูปแบบการจัดการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย โดยสามารถออกแบบหลักสูตรได้อย่างยืดหยุ่นเพื่อพัฒนาทักษะและขีดความสามารถที่หลากหลายให้ตอบโจทย์กับบริบทในสังคมได้อย่างทัดเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้เรียนที่มีความสนใจเฉพาะทาง หรือกลุ่มผู้เรียนที่หลุดออกจากการศึกษาในระบบ เพราะมีภาระหน้าที่ในครอบครัวหรือได้รับผลกระทบทางสังคม โดยมีแนวคิดในการจัดการศึกษาที่ยึดตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทสังคม และใช้กระบวนการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ที่เน้นพัฒนาทักษะสู่ศตวรรษที่ 21 นอกจากนี้ ศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ ยังมีเป้าหมายขยายการทำงานระดับเครือข่ายศูนย์การเรียน โดยศูนย์การเรียนอื่นในภาคอีสาน หรือภูมิภาคอื่นๆ สามารถเข้ามาร่วมในกระบวนการจัดการศึกษา อาทิเช่นงานเทศกาลต่างๆ หรืองาน Open house ที่ศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ จัดขึ้น และการจัดอบรมพัฒนาบุคลากรครูในศูนย์การเรียน เพื่อให้เกิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในระดับผู้เรียนและครู

วัตถุประสงค์

1. เพื่อดำเนินการปรับภูมิทัศน์จากผืนนา 12 ไร่ เป็นแหล่งสถานศึกษา โดยเริ่มจากขุดสระ 3 ไร่ เพื่อนำดินมาปรับพื้นที่ และเป็นแหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตรเพื่อเป็นอาหารกลางวันในศูนย์การเรียน
2. เพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคาร 4 หลัง ได้แก่ อาคารเรียน อาคารกิจกรรม อาคารอเนกประสงค์ และอาคารบ้านดิน
3. เพื่อให้ศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ สามารถจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามแผนที่วางไว้ในปีการศึกษา 2562

สถานที่ดำเนินการ

ศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ ตั้งอยู่ที่ บ้านดอนม่วง ตำบลท่าค้อ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม

รูปแบบวิธีการดำเนินงาน

1. วางผังรวมศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ (Master Plan) โดยผู้ชำนาญการ
2. ประชุมวางแผนงานสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคีความร่วมมือและดำเนินการก่อสร้าง
3. ก่อสร้างอาคารเรียนและจัดหาสื่อการเรียนการสอน โดยลำดับความสำคัญดังนี้
3.1 อาคารเรียน 2 ชั้น มีห้องรียน 2 ห้อง ห้องปฏิบัติการ 1 ห้อง โรงครัว 1 ห้อง และห้องน้ำ 2 ห้อง
3.2 จัดหาหนังสือเข้าห้องสมุด โต๊ะ เก้าอี้ และสื่อการเรียนการสอน
3.3 อาคารกิจกรรม
3.4 อาคารอเนกประสงค์ มีห้องสมุด และลานกิจกรรม workshop
3.5 ห้องประชุม ห้องพักครู และห้องโถงกลาง
4. จัดหาระบบไฟฟ้า หรือโซลาเซลล์ ระบบสายไฟและแสงสว่างในศูนย์การเรียน
5. จัดหาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น คอมพิวเตอร์ สื่อวีดีทัศน์ และระบบอินเตอร์เน็ต
6. ปรับปรุงภูมินิเวศในศูนย์การเรียน ให้เหมาะสมและเอื้อบรรยากาศที่ดีต่อการเรียนรู้
7. จัดเวทีประชุมสรุปผลการดำเนินงานทั้งหมดและเช็คความพร้อมในการเปิดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2562
8. ดำเนินการเปิดการเรียนการสอนในศูนย์การเรียน ปีการศึกษา 2562

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. ศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ มีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ อาคารเรียน สื่อการเรียนการสอน อาคารกิจกรรม ห้องสมุด ระบบไฟฟ้า และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
2. ศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ มีภูมินิเวศที่เหมาะสมและเอื้อบรรยากาศที่ดีต่อการเรียนรู้
3. ศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ สามารถดำเนินการจัดการเรียนการสอนให้กับผู้สมัครเข้าเรียนในศูนย์การเรียนฯ ได้อย่างต่อเนื่องจากระดับการศึกษาเดิมของตนเอง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดใด ในปีการศึกษา 2562

ศูนย์การเรียนคืออะไร?