สรุป Timeline CYF กับการทำงานพัฒนาคุณภาพการศึกษา

ปัจจุบัน ปัจจุบัน
CYF เปิดศูนย์การเรียน ซี วาย เอฟ ที่ จ.นครพนม เพื่อรองรับนักเรียนในศูนย์การเรียนชุมชน ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และผู้คนที่สนใจการเรียนรู้ ในรูปแบบ STEM
2561 – 2562 CYF จัดการเรียการสอนผ่านการเดินทาง ที่เรียกว่า Field Trip Based Learning : FBL ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4-5 ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง(วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร) และนักเรียน มัธยมศึกษาปีที่ 1 ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน
2560 – 2561 CYF จัดการเรียการสอนผ่านการเดินทาง ที่เรียกว่า Field Trip Based Learning : FBL ของนักเรียนรุ่นแรก ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง(วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร)
2557 – ปัจจุบัน CYF ร่วมทำงานกับ ชุมชนบ้านสะเนพ่อง ร่วมกันก่อตั้ง “ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร)”รูปแบบการจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาโดยองค์กรชุมชนแห่งแรกของประเทศไทย
2556 – ปัจจุบัน CYF ร่วมทำงานกับ ชุมชนบ้านห้วยพ่าน ต.เปือ อ.เชียงกลาง จ.น่าน ร่วมกันก่อตั้ง “ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติห้วยพ่าน”รูปแบบการจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษาโดยองค์กรชุมชนแห่งแรกของประเทศไทย
2548 – 2556 CYF ร่วมทำงานกับ ผู้บริหาร สำนักงานองค์การส่วนตำบลไล่โว่ ปราชญ์ชุมชน และผู้นำชุมชน ทำ“โครงการเด็กบ้านไกลพึ่งพาตนเอง” ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ในการแก้ปัญหาการศึกษาของลูกหลานให้สามารถเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนในตัวเมืองอำเภอสังขละบุรี โดยมีบ้านพักและรถรับส่งอยู่ที่ อบต.ไล่โว่

Journey to Change Mindset : การเรียนรู้ผ่านการเดินทาง (FBL ปี 2)

“เล่นละครเร่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ศูนย์การเรียน ศึกษาวิถีผ่านพิพิธภัณฑ์ ชุมชน นักสื่อสารออนไลน์”

Learning Blogger เพราะทุกที่คือแหล่งเรียนรู้ การเข้าไปถึงบุคคล หรือสถานที่ ๆ มีองค์ความรู้ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการเรียนรู้คือ การสื่อสาร ถ่ายทอดเรื่องราว มุมมอง ความคิด ความรู้สึกในสิ่งที่ได้รับ เพื่อนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นส่งต่อไปยังผู้ที่สนใจให้ได้รับรู้ เป็นการทำให้ผู้อยากรู้ อยากเรียน กับผู้ที่มีองค์ความรู้ และต้องการถ่ายทอดได้มาเจอกัน ผ่านเทคโนโลยีซึ่งเป็นพื้นที่ และช่องทางให้คนทั้งสองได้มาเจอกัน

ศูนย์การเรียน คือ สถานศึกษาที่เป็นการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ในสังคมไทย เกิดขึ้นตามบัญญัติในมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ปัจจุบันมีผู้ขอจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน รวม 40 แห่งทั่วประเทศไทย มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 1,797 คน (ข้อมูล สพฐ. ปี 2560 ในจำนวนนี้ไม่รวมการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว หรือบ้านเรียน) ซึ่งศูนย์การเรียนแต่ละแห่งมีจุดยืนที่เข้มแข็งในการจัดตั้ง ทั้งที่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณใดใดจากรัฐ ซึ่งสะท้อนว่ารัฐยังไม่ได้ให้ความสำคัญและสังคมวงกว้างก็ยังคงขาดความเข้าใจที่ชัดเจน ฉะนั้นในการเดินทางพวกเราจะได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับศูนย์การเรียนต่างๆ และเป็นผู้ทำหน้าที่สื่อสารในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเผยแพร่ให้สังคมเกิดความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นในแนวทางการจัดการศึกษาทางเลือกที่เกิดขึ้นนี้

ละครเร่ คือ ศาสตร์การแสดงที่สร้างการเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้งให้ทั้งผู้เล่นและผู้ชม ผู้เล่นที่ดีต้องเข้าใจบทละครผ่านการตีความและตรวจสอบเนื้อหาอย่างถี่ถ้วน อีกทั้งผู้เล่นต้องผ่านการเรียนรู้ภายในตัวเองเพื่อสร้างจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก ไปกับตัวละคร ทำให้เกิดการถ่ายทอดผ่านเรือนร่างและน้ำเสียงได้อย่างสมจริง และส่งพลังให้ผู้ชมสนใจและรับสารได้อย่างเข้าใจ ซึ่งสารที่ละครเร่ชุดนี้จะเดินทางไปถ่ายทอดนั้นก็คือเรื่อง “สิทธิเด็ก” เรื่องใกล้ตัวที่เด็กและผู้ใหญ่ทุกคนควรรู้

พิพิธภัณฑ์ คือ แหล่งโบราณสถานที่มีชีวิต หรือพิพิธภัณฑ์ชุมชน ซึ่งในการเดินทางไปแต่ละสถานที่ ผู้เรียนจะรู้จักพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างลึกซึ้งผ่านพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจะบอกเล่าเชื่อมโยงเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นยังเชื่อมโยงชุดความรู้นั้นๆ เข้ากับศาสตร์วิชาแขนงต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ สังคม การงานอาชีพ ฯลฯ ซึ่งผู้เรียนจะได้เรียนรู้ข้อมูลหลายชุดมากกว่าในตำราเรียน

รูปแบบการจัดการศึกษา : Field trip Base Learning (FBL)

พื้นที่ และระยะเวลาดำเนินงาน : รวมจัดการเรียนการสอนผ่านการเดินทาง 2 ทริป ได้แก่

  • ทริปที่ 1 ตอน “ไผว่าอีสานแล้ง สิจูงแขนเพิ่นมาเบิ่ง แม่น้ำของชีมูลไหลล้น น้ำใจคนบ่เหือดแห้ง มันสิแล้งได้บ่อนได๋” ภาคอีสาน 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น กาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ยโสธร และมหาสารคาม ระหว่างวันที่ 17 มิถุนายน – 29 กรกฎาคม 2561
  • ทริปที่ 2 ตอน “เหนือไปถึงไหน” ภาคเหนือ 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน ระหว่างวันที่ 18 พฤศจิกายน – 18 ธันวาคม 2561

คณะนักเดินทาง : รวม 16 คน ประกอบด้วย

  • นักเรียน ม.4-5 จากศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง(วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร) รวม 8 คน (ญ.5 ช.3)
  • นักเรียน ม.1-2 จากศูนย์การเรียนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน รวม 5 คน (ญ.1, ช. 4)
  • และทีมมูลนิธิ ครู รวม 3 คน (ช.3)

 

ความเป็นมา หลักการและเหตุผล

สังคมโลกสมัยใหม่ ผู้คนเริ่มตระหนักเห็นถึงความหลากหลายในการอยู่ร่วมกันของผู้คน คนเชื่อมโยงหากันเป็นพลวัตของทุกมุมโลก จากการทำโลกให้แคบลงของเทคโนโลยี กลุ่มสังคมวัฒนธรรมย่อยเกิดขึ้นมากมายตามรสนิยมที่หลากหลาย แต่ในขณะเดียวกัน ผู้คนเริ่มลืมเลือนรากฐานวิถีท้องถิ่นของตน วิถีดั้งเดิมดูจะเป็นสิ่งล้าหลัง ไม่ทันสมัย คนรุ่นใหม่เริ่มปรับตนไปตามกระแสสังคมสมัยใหม่ที่ถูกทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในระบบการศึกษาที่มาจากส่วนกลาง

ในวิกฤตที่มรดกทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษกำลังจะเลือนหาย และผู้คนดูเหมือนจะหมดหวังกับระบบการศึกษาไทย ก็ได้เกิดพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 (และแก้ไขเพิ่มเติม 2545 และ 2553) ที่เปิดทางเลือกให้กลุ่มองค์กรต่างๆ สามารถจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยตนเองได้ โดยสามารถผสมผสานการศึกษาได้หลายรูปแบบ เพื่อสร้างเอกลักษณ์สถานศึกษาตามบริบทท้องถิ่น ส่งเสริมอัตลักษณ์ของผู้เรียนตามศักยภาพที่แตกต่างกัน  ทำให้ผู้จัดการศึกษาสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่นสอดคล้องตามความต้องการในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนที่มีความแตกต่างและสร้างสรรค์

ทุกวันนี้ เราต่างปฏิเสธไม่ได้ว่าการวางรากฐานทางการศึกษาให้ลูกหลานเป็นตัวกำหนดทิศทางอนาคตของชาติที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ จากช่องทาง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ที่เกิดขึ้น เริ่มมีกลุ่มคน ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชนต่างๆ เห็นถึงความสำคัญและลุกขึ้นมาจัดการศึกษาด้วยตนเอง ฉะนั้น รูปแบบการจัดการศึกษาที่ขึ้นต้นคำว่า “ศูนย์การเรียน” จึงกำลังค่อยๆ เติบโตและเบ่งบานให้เห็นความหลากหลายของรูปแบบการศึกษาที่ไม่ได้มาจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (Children and Youth Development Foundation : CYF) องค์กรเอกชนสาธารณกุศลด้านส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย จากประสบการณ์ทำงานด้านการศึกษาไทยมาตั้งแต่ปี 2545  ทำให้ CYF มีความเชื่อต่อการจัดการศึกษาที่หลากหลาย เพื่อการตอบโจทย์ความเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ ดังนั้น CYF จึงได้ร่วมมือกับชาวชุมชนที่ต้องการธำรงและรักษาวิถีวัฒนธรรมการดำรงชีวิตอยู่กับป่าของบรรพบุรุษ ซึ่งได้แก่ องค์กรชุมชนบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และองค์กรชุมชนบ้านห้วยพ่าน ต.เปือ อ.เชียงกลาง จ.น่าน

ชาวชุมชนบ้านห้วยพ่าน ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ ก็ได้ยื่นเอกสารขอจัดตั้ง “ศูนย์การเรียน” เพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับชั้นประถมศึกษาปี 1-6 ตามกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ.2555 กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 2 (สพป.น่าน เขต 2) กระทั่งได้รับประกาศอนุญาตเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 เป็นสถานศึกษาที่ชื่อว่า “ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน” โดยเปิดทำการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา และปีการศึกษา 2559 เปิดขยายโอกาสทางการศึกษาจัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3)  จากนั้นชาวชุมชนบ้านสะเนพ่อง กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ ได้จัดตั้ง “ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร)” ที่ได้การรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการให้เปิดทำการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2557

ศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนชาติพันธุ์ทั้งสองแห่งที่เกิดขึ้นกำลังเบ่งบานเข้าสู่ปีที่ 5 และ 6  มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของทั้งสองศูนย์การเรียนมาตั้งแต่เริ่มต้น เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างรากฐานความเข้าใจและความเชื่อมั่นในการทำงานขับเคลื่อนเรื่องศูนย์การเรียน ทั้งภาคผู้ปฏิบัติ เช่น ครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ เป็นต้น เพื่อเกิดการแบ่งปันแลกเปลี่ยนทรัพยากรการเรียนรู้ และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน  และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างการตระหนักรู้ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย

มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชนจึงได้จัดทำโครงการ Journey to Change Mindset เพื่อนำนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ของศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน  และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่องฯ ออกเดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับศูนย์การเรียนทั่วประเทศไทย  โดยนักเรียนทั้งสองศูนย์การเรียนได้ออกเดินทางในรูปแบบรถละครเร่ โดยผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ละคร ประเด็นเรื่องสิทธิเด็ก เพื่อแสดงละครสื่อสารให้เด็กนักเรียนทั้งในโรงเรียนและศูนย์การเรียนต่างๆ ที่ได้ไปแลกเปลี่ยนตระหนักถึงความสำคัญในสิทธิทั้ง 4 ด้านของพวกเขาเอง ได้แก่ 1.สิทธิในการอยู่รอด 2.สิทธิในการปกป้องคุ้มครอง 3.สิทธิในการพัฒนา และ 4.สิทธิในการมีส่วนร่วม

นอกจากนี้ ในการเดินทาง แหล่งความรู้หลักๆ ที่ผู้เรียนจะได้ไปเยี่ยมชม คือ พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในจังหวัดนั้นๆ ที่จะบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ การดำรงชีวิต วิถีวัฒนธรรมชุมชน เรื่องเล่าตำนาน ฯลฯ ของสถานที่นั้นๆ โดยมีครูเป็นเพียงผู้สร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากความใฝ่รู้ของตนเอง  เพราะการเดินทางคือเครื่องมือชั้นดีที่ทำให้ผู้เรียนได้สำรวจและเรียนรู้ ทั้งภายในตัวเองและภายนอกโลกกว้าง

 

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความแตกต่างหลากหลายของการจัดการศึกษาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน ในรูปแบบศูนย์การเรียน
  2. เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในการทำงานขับเคลื่อนเรื่องศูนย์การเรียนให้ภาคผู้ปฏิบัติ เช่น ครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ เป็นต้น ให้เกิดการแบ่งปันแลกเปลี่ยนทรัพยากรการเรียนรู้ และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน
  3. ฝึกทักษะชีวิต อาทิ การวางแผน การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ผ่านกระบวนการทำละครเร่ และประสบการณ์การเดินทาง
  4. ฝึกให้ผู้เรียนเกิดความใฝ่รู้ จากการสร้างบรรยากาศผ่านการเดินทางเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ ชุมชน ผู้คนต่างๆ ที่มากกว่าในตำราเรียน
  5. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของแม่น้ำในการก่อเกิดการตั้งถิ่นฐานของมนุษยชาติ และเชื่อมต่ออารยธรรมมนุษย์ เพื่อให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกในการดูแลแหล่งต้นน้ำที่ชุมชนบ้านเกิดของตน
  6. เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนัก เรื่องสิทธิเด็ก ผ่านการร้อยเรียงและทำการแสดงละครเร่ไปในโรงเรียนและศูนย์การเรียนต่างๆ
  7. ส่งเสริมและสร้างกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ผู้เรียนและคณะครูในศูนย์การเรียนแต่ละแห่งได้แลกแปลี่ยนองค์ความรู้ ทั้งรูปแบบการจัดการเรียนการสอน กระบวนการสร้างการเรียนรู้ และการวัดประเมินผล ที่แตกต่างตามเอกลักษณ์ของศูนย์การเรียนนั้นๆ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้หรือสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานขับเคลื่อนเรื่องศูนย์เรียนต่อไป
  2. ผู้เรียนและคณะครู ได้ฝึกทักษะชีวิต อาทิ การวางแผน การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ผ่านกระบวนการทำละครเร่ และประสบการณ์การเดินทาง
  3. ผู้เรียนและคณะครูมีความรู้ ความเข้าใจ เรื่องสิทธิเด็ก ผ่านการร้อยเรียงและทำการแสดงละครเร่ไปในโรงเรียนและศูนย์การเรียนต่างๆ
  4. ผู้เรียนเกิดความใฝ่รู้ จากการส่งเสริมและสร้างกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง
  5. นักเรียนในโรงเรียนและศูนย์การเรียนต่างๆ ตระหนักรู้เรื่องสิทธิเด็ก ผ่านการร้อยเรียงและทำการแสดงละครเร่ของนักเรียนศูนย์การเรียน
  6. ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจในมิติประวัติศาสตร์ สังคม วิทยาศาสตร์ การงานอาชีพ และแขนงวิชาอื่นๆ ผ่านการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ชุมชน และผู้คน
  7. ผู้คนในสังคมมีความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการศึกษาที่ใช้คำขึ้นต้นว่า “ศูนย์การเรียน” ผ่านการเดินทางเรียนรู้ของนักเรียนในศูนย์การเรียน และรูปแบบสื่อวิดีโอที่ตัดต่อหลังการเดินทาง

 

วิธีการดำเนินงานและรูปแบบกิจกรรม

  1. เดินทางโดยรถบัสของมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน
  2. ประสานงานแต่ละพื้นที่เพื่อกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้และเป้าหมายการจัดกระบวนการ
  3. รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ในการเดินทางครั้งนี้ของผู้เรียน ได้แก่
  • กระบวนการกลุ่ม นักเรียนนำกระบวนการกันเองทั้งหมด ตั้งแต่กำหนดเวลาตื่นนอน ทำอาหาร กินอาหาร ประชุมงาน คิดกิจกรรม ซ้อมละคร ถอดบทเรียน ฯลฯ ครูคือโค้ช มีหน้าที่สังเกตการณ์ โดยไม่เข้าไปจัดการ แต่ปล่อยให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งหมด
  • การแสดงละคร เป็นกิจกรรมในการแลกเปลี่ยนกับศูนย์การเรียน และกลุ่มเยาวชนต่างๆ เพื่อสื่อสารกับคนดูเรื่องของสิทธิเด็ก โดยในระหว่างเดินทางนักเรียนก็ได้ไปเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับทักษะละครเพิ่มจากกลุ่มมะขามป้อม ที่และกลุ่มลานยิ้มการละคร
  • การเขียนบันทึกความรู้สึกในสมุดส่วนตัว การลงมือเขียนในเรื่องของตัวเองหรือเรื่องที่ใกล้ตัว เป็นพื้นฐานของการเป็นนักเขียนที่ดี รวมทั้งยังเป็นการทบทวนตัวเองในแต่ละวัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้กับตัวเอง รู้จักตัวเองมากขึ้น
  • การโพสเฟสบุ๊ค(Post Facebook) ทำให้นักเรียนได้สื่อสารความคิด ความรู้สึกของตนต่อสังคมโดยตรง ซึ่งการสื่อสารที่ผู้เรียนได้ใคร่ครวญอยู่กับตัวเองมากกว่าในวงถอดบทเรียน และฝึกสร้างสรรค์ข้อความในการสื่อสาร ซึ่งถือเป็นพื้นที่ให้นักเรียนแสดงตัวตนอย่างมีคุณค่าผ่านการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย
  • ล้อมวงถอดบทเรียนของนักเรียน เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นทุกเย็น โดยให้นักเรียนถามตอบกันเอง โดยครูนั่งสังเกต และฟังอยู่นอกวง จากนั้น เมื่อนักเรียนสะท้อนกันเสร็จแล้ว ครูก็จะเข้าไปสะท้อนสิ่งที่ครูสังเกตเห็นในแต่ละวัน โดยมีชุดคำถามหลัก 3 คำถาม คือ รู้สึกอย่างไร เห็นอะไร สิ่งเหล่านั้นมาทำงานกับข้างในตัวเราอย่างไร
  • การทำ mind mapping องค์ความรู้ เป็นกระบวนการถอดองค์ความรู้จากการเดินทาง เป็นกระบวนการฝึกทักษะการคิดต่อยอดเชื่อมโยง ตามความสนใจ ซึ่งจะทำให้นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ และเข้าใจในความสนใจของตนเองได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งครูก็จะประเมินนักเรียนผ่านผลงานนี้ส่วนหนึ่ง โดยเชื่อมโยงกับตัวชี้วัด 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้
  1. จัดกระบวนการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียน
  2. เมื่อสิ้นสุดการเดินทาง ทุกฝ่ายร่วมกันสรุปผลการเรียนรู้และประเมินผลตามเป้าหมายการเดินทาง
  3. ผู้เรียนสรุปบทเรียนและองค์ความรู้ที่ได้จากการเดินทางในแต่ละพื้นที่เป็นชิ้นงาน เช่น สมุดบันทึก ภาพถ่าย และสื่อวีดีโอ ซึ่งผลงานทั้งหมดจะนำไปเผยแพร่ให้แก่นักเรียนในศูนย์การเรียนฯ และชาว ต.ไล่โว่ และชาวบ้านห้วยพ่านได้เรียนรู้ร่วมกัน

เดินทางค้นหาชีวิต เปิดห้องเรียนใหญ่ศึกษาสังคม : Journey to Change Mindset (FBL ปี 1)

การเดินทางไปเพื่อรู้จักตนเอง ศึกษาเรียนรู้ความหลากหลายของธรรมชาติ เข้าใจพหุวัฒนธรรมตามวิถีชีวิตคนพื้นถิ่น แลกเปลี่ยนนาฏศิลป์พื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง สืบค้นองค์ความรู้ทางวิชาการที่มีการศึกษาไว้ในแต่ละพื้นที่ เชื่อมโยงสู่การมองเห็นโลกกว้าง มองเห็นสังคมที่หลากหลายและแตกต่าง สะท้อนกลับมามองตนเองเพื่อการเปลี่ยนแปลงภายในตน

นักเรียนชั้น ม.4 จำนวน 11 คน จากศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร) อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ร่วมกับ ทีมสื่อ มูลนิธิส่งเสริมเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน ผลิตสารคดีการเรียนรู้กึ่งการท่องเที่ยวนำเสนอการเรียนรู้ในแต่ละพื้นที่และภูมิภาค

รูปแบบการจัดการศึกษา  :  Field trip Base Learning : FBL

 

พื้นที่ และระยะเวลาดำเนินงาน  : รวมจัดกิจกรรมทั้งสิ้น 3 ครั้ง ได้แก่

  • ครั้งที่ 1 ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี ระหว่างวันที่ 1 – 30 พฤษภาคม 2560
  • ครั้งที่ 2 ภาคอีสาน 5 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 1 – 30 กรกฎาคม 2560
  • ครั้งที่ 3 ภาคกลาง 2 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม และเพชรบุรี ภาคใต้ 6 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และปัตตานี ระหว่างวันที่ 1 – 30 กันยายน 2560

 

คณะนักเดินทาง  :  รวมทั้งสิ้น 16 คน ประกอบด้วย

  • นักเรียน ชั้น ม.4 ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่องฯ จำนวน 11 คน
  • ครู ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่องฯ จำนวน   2 คน
  • ทีมงานมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน จำนวน   3 คน

 

ที่มาและความสำคัญ 

การศึกษาในโรงเรียนที่มีมิติเป็นเส้นตรงและถูกแบ่งเป็นส่วนๆ ตามช่วงภาคการศึกษา เนื้อหาสาระถูกจำกัดไว้เฉพาะในตำรา ถูกนำเสนอตามลำดับช่วงวัยของผู้เรียนเกิดขึ้นเฉพาะในคาบเรียน หากผู้เรียนมีความสนใจเฉพาะทางก็จะต้องรอเรียนในระดับที่สูงขึ้นอย่างมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการปิดโอกาสให้กับเด็กหลายคนที่ไปไม่ถึงปลายทางของการศึกษาสูงสุดอย่างมหาวิทยาลัย หรือสิ่งที่เขาสนใจจริงๆ มหาวิทยาลัยก็อาจไม่ใช่คำตอบ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการศึกษาในระบบปัจจุบันไม่ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง เห็นความชอบ ความถนัด และความต้องการในชีวิตของตนเอง

ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่องฯ คือสถานศึกษาแห่งแรกของประเทศที่เป็นการจัดการศึกษาทางเลือกโดยองค์กรชุมชน ซึ่งได้การรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการให้เปิดทำการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 โดยมีมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชนเป็นที่ปรึกษา ร่วมกับองค์กรชุมชนออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้บูรณาการระหว่างหลักสูตรชุมชนกะเหรี่ยงกับหลักสูตรแกนกลางที่กระทรวงฯ กำหนดมาปรับใช้ในศูนย์การเรียนฯ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ภายในศูนย์การเรียนฯ เน้นการเตรียมความพร้อมทางกาย บ่มเพาะความงอกงามทางอารมณ์ ขณะเดียวกันหล่อหลอมความงอกงามทางสติปัญญา ให้ตื่นรู้ รู้จักและเท่าทันตนเอง เพื่อสามารถเข้าถึงความจริงของชีวิตได้ รวมถึงมีทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิตที่กลมกลืนกับวัฒนธรรมชุมชนและสามารถเผชิญการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกได้อย่างสมดุล โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมจิตศึกษา และเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ Problem Base Learning (PBL) เป็นอีกหนึ่งแนวทางในกระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะของคนในยุคศตวรรษที่ 21ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้เตรียมตัวเพื่อใช้ชีวิตในโลกที่เป็นจริง

อย่างไรก็ตามการเรียนรู้ภายใต้บริบทนิเวศวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นของศูนย์การเรียนฯ อาจยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้เรียนมีความพร้อมในการใช้ชีวิตในโลกที่เป็นจริงทั้งสังคมในชุมชนและสังคมภายนอก อีกทั้งอาจยังไม่สามารถค้นพบเป้าหมายชีวิต ความถนัดและศักยภาพของตนเองได้ ดังนั้นการนำพาผู้เรียนออกเดินทางไกลในครั้งนี้จึงเป็นกระบวนการจัดการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนมองเห็นเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายของตนเอง เพราะการมีเป้าหมายชีวิตไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะยาวก็เปรียบเสมือนเป็นแสงสว่างหรือเข็มทิศช่วยนำทางผู้เรียนก่อให้เกิดแรงจูงใจ มีความเพียรพยายามที่จะก้าวเดินไปจนบรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้

ในการนี้ศูนย์การเรียนฯ และมูลนิธิฯ จึงมีความเชื่อว่า การเดินทางที่นำพาตนเองเข้าไปเรียนรู้วิถีผู้คนสภาพบ้านเมือง วัฒนธรรม รวมถึงภูมิปัญญาและเทคโนโลยีที่หลากหลายตามแต่ละท้องถิ่น อีกทั้งระหว่างการเดินทางคือกระบวนการพัฒนาทักษะหลายอย่าง เช่น การวางแผนเดินทาง การบริหารจัดการเงิน การสื่อสารกับคนต่างเชื้อชาติ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเอาตัวรอด การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ฯลฯ การเดินทางจึงเป็นโอกาสที่นักเดินทาง(ผู้เรียน)ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน เปรียบได้กับการออกจากหลุมหลบภัยของตัวเราเอง

การจัดการศึกษานอกห้องเรียนของศูนย์การเรียนฯ ในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง ห้องเรียนคือโลกกว้าง เครื่องมือสำคัญในการเรียนคือตัวของผู้เรียนเองที่จะขวนขวายหาความรู้ได้ตลอดเวลาจากการเดินทางโดยมีครูผู้สอนคือปราชญ์ชุมชนในแต่ละพื้นที่ กลุ่มเยาวชนที่ขับเคลื่อนงานเพื่อสังคม และผู้คนหลากหลายที่พบเจอระหว่างทาง

นอกจากนั้นแต่ละจุดพักของการเรียนรู้ ผู้เรียนยังจะนำอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมกะเหรี่ยง ทั้งเรื่องนาฎศิลป์กะเหรี่ยงและแนวคิดปรัชญาด้านอนุรักษ์ธรรมชาติที่แฝงอยู่ในจารีตปฏิบัติและประเพณีกะเหรี่ยงไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มเยาวชนและองค์กรชุมชนอื่นๆ เพื่อประยุกต์และสร้างสรรค์ให้เกิดแนวคิดหรือแนวทางใหม่ในการพัฒนาชุมชนของตนเองอย่างยั่งยืน รวมทั้งมีจุดยืนให้สังคมภายนอกได้เห็นว่าเยาวชนคนกะเหรี่ยงก็คือคนไทย ไม่ใช่พลเมืองชั้นสามหรือคนชายขอบของสังคม

ดังนั้นการเดินทางครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของปูพื้นฐานการใช้ชีวิตจริงในสังคมปัจจุบันให้กับนักเรียนชั้น ม.4 ซึ่งคาดหวังว่าพวกเขาจะสามารถรู้จักตนเอง รู้ศักยภาพ รู้ความถนัดความชอบของตนเองได้รวดเร็วขึ้นและมีความกล้าหาญในการตั้งคำถามกับชีวิตซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อการจัดการศึกษาในระดับชั้น ม.5 – 6 ต่อไป โดยศูนย์การเรียนฯ มีหน้าที่ต้องจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องตามความถนัดและศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้และมีความพร้อมในการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ พัฒนาทักษะชีวิตและการทำงานรวมถึงจะต้องสร้างแรงกระตุ้นและเปิดพื้นที่การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนสามารถแสดงออกถึงศักยภาพและความเป็นตัวตนของตนเองออกมาให้ชัดเจนมากที่สุด

วัตถุประสงค์

  1. เปิดโลกทัศน์ของนักเรียนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการค้นหาเป้าหมายชีวิต ความถนัดและศักยภาพของตนเอง
  2. เรียนรู้จักสังคมและการใช้ชีวิตในโลกที่เป็นจริง ที่สำคัญคือให้รู้จักตัวเอง สามารถฝึกฝนพัฒนากายและใจของตน
  3. เข้าถึงมุมมอง ความคิด ทัศนคติ การกระทำของผู้อื่นมากขึ้น และสามารถนำมาปรับใช้กับตัวเอง พร้อมทั้งเกิดกระบวนการปรับเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติที่มีต่อผู้อื่นและตนเอง
  4. ฝึกทักษะชีวิต อาทิ การวางแผนเดินทาง การบริหารจัดการเงิน การสื่อสารกับคนต่างเชื้อชาติ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเอาตัวรอด ฯลฯ ซึ่งทักษะต่างๆ และประสบการณ์ที่ได้ระหว่างทางจะทำให้ผู้เรียนเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น
  5. เผยแพร่อัตลักษณ์วัฒนธรรมกะเหรี่ยง ทั้งนาฎศิลป์กะเหรี่ยงและแนวคิดด้านอนุรักษ์ธรรมชาติอยู่ในจารีตปฏิบัติและประเพณีกะเหรี่ยงนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มเยาวชนและองค์กรชุมชนอื่นๆ
  6. ฝึกทักษะการสื่อสารเพื่อชีวิตและสังคมผ่านโซเชียลมีเดีย เรียนรู้กระบวนการผลิตสารคดีและสื่อในรูปแบบต่างๆ
  7. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ วัฒนธรรมและนิเวศชุมชน
  8. จัดกระบวนการเรียนรู้แบบ FBL – Field trip Base Learning โดยใช้ฐานชุมชนและท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคเป็นแกนในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของผู้เรียน

 

วิธีการดำเนินงาน

  1. ประชุมขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาและผู้ปกครองนักเรียน
  2. วางแผนและออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ตลอดการเดินทาง เชื่อมโยงกับ 8 กลุ่มสาระการเรียนระดับชั้น ม.4
  3. วางแผนการเดินทาง การจัดการในแต่ละพื้นที่ ประสานงานในพื้นที่ และกำหนดวันการเดินทาง
  4. จัดทำโครงการ และรายละเอียด
  5. จัดทำจดหมายขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานธุรกิจ องค์กรต่างๆและสรุปผล
  6. ประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาและผู้ปกครอง ชี้แจงรายละเอียดการเดินทางและเช็คความพร้อม
  7. ประสานงานพื้นที่การเรียนเรียนรู้ในแต่ละจังหวัด
  8. ประชุมเตรียมความพร้อมกับผู้เรียน และแบ่งหน้าที่รับผิดชอบระหว่างการเดินทาง รวมถึงวางแผนการเรียนรู้และการบันทึกถ่ายทำสารคดีตลอดการเดินทาง
  9. จัดกระบวนการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียน
  10. เช็คความพร้อมในทุกด้านเพื่อเตรียมออกเดินทาง
  11. ออกเดินทางไปค้นหาชีวิตแต่ละพื้นที่
  12. ผู้เรียนแสดงผลการเรียนรู้ในแต่ละวันผ่านโซเชียลมีเดีย และร่วมเป็นผู้ผลิตสารคดีกับทีม CYF
  13. แต่ละวันมีการสรุปผลการเรียนร่วมกันทุกฝ่ายทั้งผู้เรียน ครู ที่ปรึกษาและองค์กรในพื้นที่
  14. เมื่อสิ้นสุดการเดินทาง ทุกฝ่ายร่วมกันสรุปผลการเรียนรู้และประเมินผลตามเป้าหมายการเดินทาง

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ผู้เรียนได้รับโอกาสในการเปิดโลกทัศน์แรงบันดาลใจรค้นหาเป้าหมายชีวิต ความถนัดและศักยภาพของตนเอง รวมถึงเป็นการผู้เรียนต่อการเรียนรู้สังคมชุมชนในแต่ละภูมิภาค
  2. ผู้เรียนรู้จักสังคมที่มีวัฒนธรรมแตกต่างในแต่ละภูมิภาคและสามารถใช้ชีวิตในโลกที่เป็นจริงได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งสามารถฝึกฝนพัฒนากายและใจได้
  3. ผู้เรียนสามารถเข้าถึงมุมมอง ความคิด ทัศนคติ การกระทำของผู้อื่นมากขึ้น และสามารถนำมาปรับใช้กับตัวเอง พร้อมทั้งเกิดกระบวนการปรับเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติที่มีต่อผู้อื่นและตนเอง
  4. ผู้เรียนมีทักษะชีวิต อาทิ การวางแผนเดินทาง การบริหารจัดการเงิน การสื่อสารกับคนต่างเชื้อชาติ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเอาตัวรอด ฯลฯ ซึ่งทักษะต่างๆ และประสบการณ์ที่ได้ระหว่างทางจะทำให้ผู้เรียนเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น
  5. ผู้เรียนทำหน้าที่ในการเผยแพร่นำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มเยาวชนและองค์กรชุมชนอื่นๆ เกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมกะเหรี่ยง ทั้งนาฎศิลป์กะเหรี่ยงและแนวคิดปรัชญาด้านอนุรักษ์ธรรมชาติที่แฝงอยู่ในจารีตปฏิบัติและประเพณีกะเหรี่ยง
  6. ผู้เรียนมีทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ผ่านโซเชียลมีเดีย เรียนรู้กระบวนการผลิตสารคดีและสื่อในรูปแบบต่างๆ
  7. ผู้เรียนทำหน้าที่ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ วัฒนธรรมและนิเวศชุมชน
  8. กระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษารูปแบบ FBL – Field trip Base Learning เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้แต่ละพื้นที่สามารถจัดการเรียนรู้โดยใช้ฐานชุมชนและท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคเป็นแกน

 

โครงการลดเลิกใช้สารเคมี ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน

กรอบคิด

บ้านห้วยพ่าน ต.เปือ อ.เชียงกลาง จ.น่าน อนุรักษ์ป่า 10,000 ไร่มายาวนานกว่า 30 ปี ระยะแรก 10 ปีก่อตั้งหมู่บ้านจะรักษาป่าดั้งเดิม และ 10 ปีต่อมามีระบบการจัดการให้ชาวห้วยพ่านคืนที่ทำกินที่อยู่ในเขตแนวป่าให้ชุมชน โดยมติชุมชนเป็นผู้จัดสรรที่ดินรอบนอกให้ ทั้งนี้เพื่อให้ผืนป่าไม่ถูกรบกวนจากการทำมาหากิน ส่วนระยะ 10 ปี คือการฟื้นฟู ดูแลและเฝ้าระวังโดยมีกฎระเบียบชุมชนกำกับป้องกันทั้งคนในชุมชนและคนนอกที่เข้ามาบุกรุก

10 กว่าปีที่ผ่านมา ชาวห้วยพ่านเริ่มกำหนดเขตอนุรักษ์สงวนไว้เป็นวังปลาในแม่น้ำน่าน และลำห้วย

ชาวห้วยพ่านแบ่งรูปแบบการจัดการน้ำและป่า เป็น 3 ช่วง คือ อนุรักษ์ถาวร กึ่งถาวร และใช้สอย ซึ่งกฎระเบียบต่างๆ ได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด รวมถึงการเฝ้าระวังป่าและน้ำ

เมื่อศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่านถูกจัดตั้งขึ้น มีการจัดการศึกษาให้ลูกหลานตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ ดูแลรักษา ฟื้นฟูฐานทรัพยากรชุมชน ได้แก่ ป่า-น้ำ-ดิน-วัฒนธรรมชุมชนและความมั่นคงทางอาหาร คณะจำนวนหนึ่งเริ่มทบทวนวิถีชีวิตของคนในชุมชน ซึ่งสวนทางกับแนวทางอนุรักษ์และการจัดการศึกษา ทั้งนี้เนื่องจากอาชีพหลักของชาวห้วยพ่าน นอกจากทำนาข้าวแล้วส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพดและมีการใช้สารเคมีจำนวนมากในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต

ระยะ 2 ปีหลังที่ผ่านมา คณะกรรมการจำนวนหนึ่งและครู เริ่มทดลองปรับกระบวนการผลิตในครอบครัวตนเอง โดยเริ่มลดและเลิกใช้สารเคมีในการทำนาและสวน ซึ่งปีที่ผ่านมาผลผลิตจำนวนหนึ่งถูกการันตีว่า เป็นผลผลิตที่ไม่มีการใช้สารเคมี เช่น ข้าวนา และข้าวไร่ ซึ่งที่ศูนย์การเรียนฯ ครู-นักเรียนและผู้ปกครองร่วมกันทดลองปลูก เพื่อจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียน เข้าสู่ปีที่ 3 ปีนี้มีการขยายพันธุ์ข้าวไร่ไปสู่หลายครอบครัว

นอกจากนี้ยังมีผลผลิตจากป่าที่สามารถนำมาแปรรูปสร้างเป็นรายได้เสริมและเพิ่มมูลค่าได้ อาทิ น้ำผึ้ง เศษวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติ

ปี 2558 นี้ คณะกรรมการมีความมุ่งมั่นเลิกใช้สารเคมี ทั้งนี้เนื่องจากตระหนักถึงบ้านห้วยพ่านเป็นพื้นที่ต้นน้ำ สารเคมีที่ตนเองใช้จะไหลลงน้ำไปสู่คนปลายน้ำ

การส่งเสริมกระตุ้นให้ชาวห้วยพ่านลดเลิกใช้สารเคมี จำเป็นจะต้องสนับสนุนให้กลุ่มผู้บุกเบิกสามารถมีรายได้จากผลผลิตที่ลงมือทำในปีนี้ พร้อมทั้งทำการเปรียบเทียบกับรายได้จากการขายข้าวโพดให้ชัดเจน รวมถึงการชี้เป้าในประเด็นสุขภาพและแนวทางที่สอดคล้องกับการจัดการศึกษา

แนวทางการสนับสนุน

  • สนับสนุนเครื่องมือการแปรรูป อาทิ เครื่องสีข้าวกล้อง เครื่องแพ็คข้าวถุง ออกแบบสติ๊กเกอร์และเรื่องราวของผลิตภัณฑ์
  • จัดหาตลาดเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชนและศูนย์การเรียนฯ

ช่วงระยะเวลา

  • เริ่มดำเนินการพูดคุย วางแผนและการจัดการผลผลิต ประมาณเดือนตุลาคม
  • เก็บเกี่ยวผลผลิตราวเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ทำการแปรรูปและจัดหาตลาดรองรับ

 

 

ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง(วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร)

ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร)
หมู่ 1 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

ความเป็นมา

สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 12 ได้ให้การรับรองสิทธิในการจัดการศึกษาแก่ภาคสังคมและประชาชน โดยกำหนดว่านอกเหนือจากรัฐ เอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งต่อมามีการออกกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชน และองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ. 2555 กำหนดให้องค์กรชุมชน และองค์กรเอกชนมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนและให้สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎกระทรวงดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ศูนย์การเรียน

เมื่อต้นปี 2557 ชาวชุมชนบ้านสะเนพ่อง หมู่ 1 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ได้ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน และสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลไล่โว่ จึงได้พัฒนาหลักสูตรชุมชนวิถีกะเหรี่ยงแห่งผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรบูรณาการกับหลักสูตรแกนกลางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด พร้อมทั้งได้รวบรวมเอกสารตามกฎกระทรวงดังกล่าวกำหนด ยื่นขอจดทะเบียนศูนย์การเรียน ในนาม “องค์กรชุมชนบ้านสะเนพ่อง” กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 8 (สพม.8) โดยใช้ชื่อว่า “ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร)” ต่อมาชุมชนได้รับใบอนุญาตให้เปิดทำการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 โดยมีนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 รวม 22 คน มาจาก 3 หมู่บ้าน

มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชาว ต.ไล่โว่ และ อบต.ไล่โว่ ในด้านการศึกษาและส่งเสริมด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 ซึ่งโครงการที่ผ่านมา ได้แก่ โครงการเด็กบ้านไกล โครงการส่งเสริมเกษตรกรรมเพื่อเด็กบ้านไกลพึ่งตนเอง โครงการบ้านพักเด็กบ้านไกล และโครงการศูนย์วัฒนธรรมชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  80  พรรษา เป็นต้น

ตำบลไล่โว่  มี 6 หมู่บ้าน มี 877 หลังคาเรือน ประชากรรวม 3,821คน และกว่า 99.9 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดเป็นกลุ่มชาติพันธ์ ‘โปว์’ หรือ ‘โผล่ว’ หรือที่รู้จักทั่วไปว่า ‘กะเหรี่ยง’ บรรพชนของพวกเขาอาศัยและตั้งถิ่นฐานอยู่ในป่าใหญ่มายาวนานมากกว่า 400 ปี ซึ่งพวกเขาขานนามผืนป่าแห่งนี้ว่า “เวียผะดู”  ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2534 ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก นามว่า “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง” ครอบคลุมเนื้อที่ 6,222 ตารางกิโลเมตร หรือ 3,888,875  ไร่

บ้านสะเนพ่อง เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดในตำบลไล่โว่ มีประชากรรวม 809 คน 171 หลังคาเรือน 194 ครอบครัว และที่นี่ไม่มีโรงเรียนมัธยม เด็กๆ ที่จบการศึกษา ป.6 ต้องออกจากหมู่บ้านไปเรียนหนังสือในระดับมัธยมศึกษา บ้างเรียนต่อที่ ร.ร.อุดมสิทธิศึกษา ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.สังขละบุรีและบางส่วนเลือกไปเรียนต่อที่ ร.ร.บ้านกองม่องทะ ต.ไล่โว่ ระยะทางประมาณ 15-20 ก.ม. ไม่ว่าจะเลือกเรียนต่อที่ใดเด็กๆ ต้องไปอยู่ประจำ กิน-นอนและใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียน หรือที่ สนง.อบต.ไล่โว่ (โครงการเด็กบ้านไกลภายใต้การดูแลรับผิดชอบโดย อบต.ไล่โว่ จัดที่พัก อาหารและรถรับ-ส่ง ปัจจุบันมีนักเรียนจาก 6 หมู่บ้านมาอยู่อาศัยรวมกัน)

อย่างไรก็ตามผู้ปกครองโดยส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ลูกหลานออกไปเรียนหนังสือนอกหมู่บ้าน ทำให้เด็กๆ บางส่วนไม่ได้เรียนต่อ และบางส่วนที่เรียนต่อก็ประสบปัญหาต้องออกจากโรงเรียนกลางครัน เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวใช้ชีวิตภายใต้กฎระเบียบต่างๆ ได้ อีกทั้งการไม่มีผู้ปกครองดูแลใกล้ชิดทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย และในแต่ละปีในแต่ละหมู่บ้านมีนักเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพิ่มมากขึ้นทุกปี ดังนั้นการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างชาวชุมชนบ้านสะเนพ่อง มูลนิธิฯ และ อบต.ไล่โว่ เพื่อร่วมกันหามาตรการรองรับและแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงเกิดขึ้น และนำมาสู่การเปิด “ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร)” ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนชุมชนแห่งแรกของประเทศที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการให้เปิดทำการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา และถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งของการกระจายอำนาจด้านการศึกษาโดยชุมชนมีสิทธิบริหารจัดการศึกษาได้ด้วยตนเองทั้งระบบภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ

 

หลักสูตรชุมชน

ชาวสะเนพ่องมุ่งหวังอยากให้การศึกษาที่ชุมชนจัดการเอง เป็นการศึกษาที่สอนให้ลูกหลานรู้ลึกซึ้งในวิถีวัฒนธรรมชุมชนของตนเอง บ้านสะเนพ่องเป็นกลุ่มชาติพันธ์กะเหรี่ยงที่ยังคงสืบสานวิถีประเพณีวัฒนธรรมชุมชนอย่างเข้มแข็ง โดยรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้ยังคงผืนป่าอันสมบูรณ์จนถึงปัจจุบันนี้ ดังที่ลุงเนเส่ง ปราชญ์ชุมชนกองม่องทะกล่าวไว้ว่า “คนกะเหรี่ยงไม่ได้ดูแลป่า คนไทยไม่ได้ดูแลป่า ประเพณีวัฒนธรรมต่างหากที่ดูแลป่า”

ท่ามกลางกระแสการพัฒนาด้านวัตถุและค่านิยมสมัยใหม่ การออกมาใช้ชีวิตนอกชุมชนและสัมพันธ์กับสังคมภายนอกของลูกหลาน ก่อเกิดปัญหาตามมามากมาย โดยเฉพาะการรับเอาความทันสมัยของสังคมเมืองเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิต ทำให้วัยรุ่นมีทัศนคติเชิงลบกับวัฒนธรรมดั้งเดิมว่าล้าสมัย ไม่น่าภาคภูมิใจ กระทั่งนำไปสู่การใช้ชีวิตที่ค่อยๆถอยห่างจากชุมชนมากขึ้น จนอาจเลือกที่จะไปใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ดังนั้น ศูนย์การเรียนฯ ได้พัฒนา ‘หลักสูตรชุมชน’ ที่เน้นการเรียนรู้หล่อหลอมจิตวิญญาณวิถีกะเหรี่ยงให้กับลูกหลาน รวมถึงการเรียนรู้วิถีชีวิต ภูมิปัญญา ประเพณี วัฒนธรรมกะเหรี่ยงควบคู่ไปกับการจัดการเรียนสอนตาม ‘หลักสูตรแกนกลาง’ ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

 

การยื่นจัดตั้งศูนย์การเรียน

ชาวสะเนพ่องได้ยื่นขอจดทะเบียน “ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง (วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร)” เพื่อเปิดทำการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตามที่กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิองค์กรชุมชน และองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ.2555 กำหนด ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 องค์กรชุมชนบ้านสะเนพ่องได้รับความเห็นชอบและอนุญาตจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 8 (สพม.8) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

ต่อมาต้นปี พ.ศ.2560 องค์กรชุมชนบ้านสะเนพ่องมีความประสงค์จะขยายโอกาสทางการศึกษา และเพื่อส่งเสริมให้ลูกหลานสามารถเข้าถึงการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้ ดังนั้นจึงจัดแผนจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายขึ้น และได้รับความเห็นชอบและอนุญาตเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560

 

วิสัยทัศน์

ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง(วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร) มุ่งจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข เต็มศักยภาพ เป็นคนดีและคนเก่ง สอดคล้องกับวิถีชีวิตกะเหรี่ยงและกลมกลืนกับวิทยาการสมัยใหม่ สู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

 

วัตถุประสงค์ของศูนย์การเรียน

  1. หลักสูตรของศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง(วิถีกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่นเรศวร) เป็นหลักสูตรที่เน้นหลักวิชาการควบคู่กับหลักการดำรงชีวิต สร้างการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และมีความสุข เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มุ่งพัฒนาผู้เรียนรู้จักตนเอง ตระหนักถึงคุณค่าของชุมชนท้องถิ่นและสังคม
  2. จัดรูปแบบการศึกษาขั้นพื้นฐานตามอัธยาศัย มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพทั้งจิตใจและความคิด เป็นผู้คุณธรรม มีจิตใจสาธารณะ มีจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่ดี รู้จักช่วยเหลือสังคมและชุมชน
  3. สร้างระบบการเรียนรู้แบบองค์รวมบูรณาการหลักสูตรชุมชนควบคู่กับหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน โดยเรียนรู้จากสถานที่จริง แหล่งเรียนรู้ในเขตพื้นที่ และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีโครงสร้างยืดหยุ่นด้านสาระการเรียน เวลาเรียน และการจัดการเรียนรู้ โดยเน้นการบูรณาการเนื้อหาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ความแตกต่างระหว่างบุคคล ชุมชน และสังคม
  4. พัฒนายกระดับให้ศูนย์การเรียนชุมชนเป็นศูนย์รวมการพัฒนาความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัวและชุมชน รวมทั้งร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมให้มีคุณภาพและคุณธรรม
  5. เกื้อหนุนให้ผู้เรียนทุกๆ คนได้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จและงอกงามได้ตามศักยภาพตามความถนัดและตามความปรารถนาของตน รวมถึงให้ผู้เรียนสามารถดำเนินชีวิตในท้องถิ่นอย่างมีความสุข

 

ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน

ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน
หมู่ 13 ต.เปือ อ.เชียงกลาง  จ.น่าน

ความเป็นมา

บ้านห้วยพ่าน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เพียง 45 หลังคาเรือน ที่หมู่บ้านแห่งนี้ไม่เคยมีโรงเรียน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเด็กๆ ต้องเดินทางออกไปเรียนหนังสือที่หมู่บ้านอื่น ใกล้ที่สุด 10 ก.ม. และไกลที่สุด 120 ก.ม. (โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ อ.เวียงสา จ.น่าน)

ชาวห้วยพ่านร่วมกันอนุรักษ์ป่ามากกกว่าหนึ่งหมื่นไร่ มายาวนานกว่า 30 ปี และเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา พวกเขาจัดทำเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำในลำน้ำน่านและลำห้วยพ่าน กติกาชุมชนทุกคนร่วมกันรักษาด้วยความเข้มแข็ง ส่งผลให้แนวทางการอนุรักษ์เป็นสิ่งที่จับต้องได้ ทั้งผืนป่า สายน้ำ และแผ่นดิน กลายเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่นำมาซึ่งความมั่นคงทางอาหารของชุมชน และวัฒนธรรมชุมชนเป็นโซ่สายใยผนึกรวมทุกคนไว้เป็นหนึ่งเดียว

จุดแข็งตามแนวทางอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชาวห้วยพ่าน ได้นำมาซึ่งความมั่นคงของฐานทรัพยากรชุมชน ได้แก่ ดิน น้ำ ป่า ความมั่นคงทางอาหารและวัฒนธรรมชุมชน ดังนั้นการศึกษาของชุมชนจึงได้นำสิ่งเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นหลักสูตรชุมชนบูรณาการกับหลักสูตรแกนกลางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

หลักสูตรมรดกห้วยพ่าน

การก่อสร้างศูนย์การเรียน

ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ชาวห้วยพ่านเริ่มลงมือสร้างโรงเรียนด้วยแรงงานชุมชน เพื่อเป็นสถานที่เรียนหนังสือและรวบรวมลูกหลานกลับบ้าน โดยมีมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชนร่วมเป็นกำลังหลักในการทำงานด้วย และสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2556

การยื่นจัดตั้งศูนย์การเรียน

ต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 โรงเรียนชุมชนเริ่มเปิดทำการเรียนการสอน โดยมีสถานะเป็นห้องเรียนสาขาของโรงเรียนบ้านน้ำอ้อ ต.เปือ อ.เชียงกลาง จ.น่าน และระหว่างนั้นชาวห้วยพ่านก็ได้ยื่นเอกสารขอจัดตั้ง “ศูนย์การเรียน” เพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับชั้นประถมศึกษาปี 1-6 ตามกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ.2555 กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 2 (สพป.น่าน เขต 2) กระทั่งได้รับประกาศอนุญาตเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557

“ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน” สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ จึงมีสถานะเป็นสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการอนุญาต โดยเปิดทำการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา และปีการศึกษา 2559 เปิดขยายโอกาสทางการศึกษาจัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

การจัดการศึกษา

ในจัดการศึกษาแบ่งเป็น 3 ช่วงชั้น คือ ช่วงชั้นที่ 1 ระดับ ป.1-3 ช่วงชั้นที่ 2 ระดับ ป.4-6 และช่วงชั้นที่ 3 ระดับ ม.1-3 โดยมีรูปแบบวิธีจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ PBL – Problem Base Learning ภายใต้เป้าหมายหลักสูตรแกนกลางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ควบคู่กับหลักสูตรแกนกลางของชุมชน

แม้ว่าในวันข้างหน้าเมื่อเด็กๆ เติบโต ส่วนหนึ่งเขาอาจเลือกทางใหม่ไม่กลับคืนสู่ถิ่น แต่ชาวห้วยพ่านเชื่อว่าเด็กอีกจำนวนหนึ่งจะดำรงชีวิตตามวิถีของพ่อแม่ ซึ่งเมื่อเขาเหล่านั้นเติบโตในหมู่บ้าน ในอนาคตเด็กกลุ่มนี้จะกลายเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นสมาชิก อบต. เป็นกรรมการชุมชน เป็นสมาชิกชุมชนที่มีคุณภาพ

ดังนั้นการจัดการศึกษาให้กับลูกหลานในวันนี้ จึงไม่ต่างจากการบ่มเพาะดูแลต้นไม้เล็กๆ เหล่านี้มีรากแก้วที่แข็งแรง ให้เมล็ดพันธุ์จากป่าพร้อมที่จะเติบโตงอกงามต่อไป ซึ่งชาวห้วยพ่าน มีความเชื่อมั่นว่า การจัดการศึกษาโดยชุมชนเล็กๆ จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติ หล่อหลอมและบ่มเพาะสร้างพลเมืองที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อตนเอง

โครงการบ้านพักเด็กนักเรียนบ้านไกล พึ่งพาตนเอง ตำบลไล่โว่

โครงการบ้านพักเด็กนักเรียนบ้านไกล พึ่งพาตนเอง
องค์การบริหารส่วนตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

หลักการและเหตุผล

ด้วยพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลไล่โว่ อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก อันเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของภาคตะวันตก ประชาชนมีฐานะยากจนทำการเกษตรกรรมแบบพอเพียงเพื่อยังชีพเท่านั้น ห่างไกลจากอำเภอสังขละบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี แต่ละหมู่บ้านมีความยากลำบากในการเดินทางเข้าสู่ตัวอำเภอ ประกอบกับการให้บริการทางด้านการศึกษายังไม่ครอบคลุมครบทุกหมู่บ้าน ทำให้เด็กนักเรียนบางส่วนที่จบชั้นประถมศึกษาต้องการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาต้องเดินทางไกล โดยมีนักเรียนบางส่วนได้เข้าพักที่พักของนักเรียนบ้านไกลที่โรงเรียนมัธยมในอำเภอจัดหาไว้ให้ แต่ต้องประสบปัญหาความยากลำบากในการอยู่อาศัย  การขาดแคลนงบประมาณในการจัดหาอาหารสำหรับนักเรียนบ้านไกล

องค์การบริหารส่วนตำบลไล่โว่ ได้ดำเนินกิจกรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาให้กับพื้นที่ตลอดมา ประกอบกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้จัดทำโครงการบ้านพักเด็กนักเรียนบ้านไกลองค์การบริหารส่วนตำบลไล่โว่ ขึ้นมา โดยมีการจัดสร้างอาคารบ้านพักนักเรียนบ้านไกลในพื้นที่ตำบลไล่โว่ และจัดกิจกรรมส่งเสริมการเกษตรพอเพียงโดยแบ่งพื้นที่ในการทำการเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ให้นักเรียนได้มีการเรียนรู้ทฤษฎีการพัฒนาเพื่อพึ่งพาตนเองของเกษตรกร และเสริมสร้างรายได้ให้กับเด็กนักเรียนในเวลาว่าง

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้เด็กนักเรียนบ้านไกลในพื้นที่ตำบลไล่โว่มีบ้านพักที่ใกล้กับสถานศึกษา
  2. สร้างความรู้ความเข้าใจในเชิงวิชาการต่อการใช้หลักเกษตรผสมผสานซึ่งเด็กนักเรียนสามารถนำไปเผยแพร่ต่อผู้ปกครองและคนในหมู่บ้าน เกิดประโยชน์ในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
  3. เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้มีโอกาสในการศึกษาต่อจนถึงระดับปริญญาตรีแล้วกลับมาทำงานในพื้นที่

 

เป้าหมาย

  1. สำรวจจำนวนเด็กนักเรียนในพื้นที่ ที่ประสงค์ศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
  2. ก่อสร้างอาคารบ้านพักเด็กนักเรียนบ้านไกล และพื้นที่เกษตรผสมผสาน
  3. จ้างเหมาผู้ดูแลเด็กนักเรียน จำนวน 1 คน
  4. จัดหาวิทยากรในการให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่และเด็กนักเรียนบ้านไกล เรื่อง เกษตรแบบผสมผสาน และการดำรงอยู่อย่างพอเพียง
  5. จัดหารถรับส่งเด็กนักเรียนบ้านไกล

 

ระยะเวลาดำเนินการ    ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป

 

วิธีดำเนินการ

  1. ก่อสร้างอาคารบ้านพักเด็กนักเรียนบ้านไกล
  2. ประสานขอวิทยากรหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความรู้ จัดกิจกรรมให้เด็กนักเรียน
  3. ประสานขอความร่วมมือกับองค์กร หน่วยงาน และผู้ที่สนใจให้การสนับสนุน

 

ภาคีความร่วมมือ          องค์การบริหารส่วนตำบลไล่โว่ดำเนินการร่วมกับมูลนิธิเขมไชย รสานนท์

พื้นที่ดำเนินการ         ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลไล่โว่

 

ที่มางบประมาณ

  1. องค์การบริหารส่วนตำบลไล่โว่
  2. องค์กรเอกชน และผู้สนับสนุนทั่วไป
  3. ส่วนราชการอื่น ๆ (กิจกรรมของแต่ละหน่วยงาน)

 

การประเมินผล

  1. จำนวนเด็กนักเรียนบ้านไกลที่เข้าร่วมโครงการเทียบกับจำนวนผู้มีความต้องการศึกษาต่อทั้งหมดในพื้นที่
  2. เด็กนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจหลักเกษตรผสมผสาน
  3. การเพิ่มขึ้นของอัตราผู้ได้รับการศึกษาต่อจนถึงระดับปริญญาตรี

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. แก้ไขปัญหาที่พัก และความเป็นอยู่ของเด็กนักเรียนบ้านไกลที่มีฐานะยากจน
  2. เด็กนักเรียนและเยาวชนมีความรู้ความเข้าใจในหลักเกษตรแบบผสมผสานสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้
  3. เพิ่มจำนวนผู้ได้รับการศึกษาในระดับปริญญาตรี
  4. เด็กนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้พิเศษจากการขายผลผลิตทางการเกษตร